เข้าประชาคมอาเซียน ‘ต้องรู้เขา รู้เรา’

อาเซียน

การเปิดประชาคมอาเซียน ในปี 2558 เพื่อให้ภูมิภาคนี้เกิดวิสัยทัศน์และเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมภายใต้ความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบและบุคลากร ซึ่งจะทำให้การติดต่อสื่อสาร ค้าขาย ลงทุน แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมและการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ เกิดขึ้นตามมา จึงนับเป็นความสำคัญยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านให้เกิด ขึ้นโดยเฉพาะคุณภาพของบุคลากร เพราะเมื่อเกิดการเชื่อมโยงของประชาชนสะดวกขึ้นย่อมส่งผลทั้งทางบวกและลบใน การดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศชาติตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่จากช่วงเวลาที่เหลืออีกไม่นานนี้ดูเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ยังให้ความ สำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก ที่เป็นเช่นนี้จะไปโทษประชาชนว่าไม่ใส่ใจก็คงไม่ถูกต้องนักเพราะจากช่วงเวลา ที่ผ่านมาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่ค่อยพูดถึงการพัฒนาบุคลากรของชาติให้ มีความรู้ ความเข้าใจและเกิดคุณภาพพร้อมรับประชาคมสังคมอาเซียนที่ว่านี้มากนัก เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงสื่อมวลชนก็จะมุ่งไปที่ ประชาคมเศรษฐกิจ และเป็นเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าการอยู่ดีมีสุขของประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนเลยอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวข้องกับตนเองแต่เป็นการเอื้อให้คนรวย เกิดความร่ำรวยมากขึ้น

ส่วนผู้คนระดับรากหญ้าก็ยังจนอยู่เช่นเดิม ถึงแม้หน่วยงานจัดการศึกษาจะเคยมีนโยบายอยู่บ้าง แต่ก็ขาดความชัดเจนในเป้าหมายและวิธีการที่จะทำให้เด็กซึ่งเป็นผู้ได้รับผล กระทบโดยตรงในอนาคต ได้มีความรู้ เกิดความเข้าใจถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ทำให้สถานศึกษาส่วนใหญ่ดำเนินการเรื่องนี้เป็นเหมือนกิจกรรมหนึ่งจากจำนวน กิจกรรมมากมายที่ถูกหน่วยเหนือส่งมาให้ทำในแต่ละปี การสอนจึงเน้นหนักไปทางเนื้อหาและการแสดงออกทางสัญลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่แก่นแท้ที่จะทำให้ผู้เรียน รู้เขา รู้เราได้อย่างแท้จริง ซึ่งความรู้ความเข้าใจเชิงลึกถึงแก่นแท้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กที่ว่า นี้ คงไม่ใช่แค่เฉพาะด้านภาษาอังกฤษ หรือภาษาของเพื่อนบ้านเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่จะต้องรวมถึงความ รู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและศรัทธาในศาสนา ภูมิประเทศ การประกอบอาชีพ ของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความเหมือนและความแตกต่างกันอยู่

การสอนของครูจึงจำเป็นต้องหาวิธีการกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้บูรณาการ อย่างรอบด้านในทุกกลุ่มสาระโดยเฉพาะการปลุกจิตสำนึกสร้างความตระหนัก ให้เห็นคุณค่าของความเป็นไทย ที่พร้อมรับกับการแข่งขันในการประกอบอาชีพด้วยแรงงานและผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถอยู่ร่วมประชาคมต่างวัฒนธรรมได้อย่างสมานฉันท์  ซึ่งวิธีการจัดการเรียนรู้หนึ่งที่คิดว่าน่าจะช่วยทำให้เด็กเรียนรู้อาเซียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือ การเรียนรู้ผ่านรูปแบบโครงงาน  ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า  เปรียบเทียบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน  ถึงจุดแข็ง จุดอ่อนของประเทศไทยและเพื่อนบ้านด้วยตนเองอย่างหลากหลายวิธีการ หากทำได้เช่นนี้ก็จะทำให้เด็ก รู้เขา รู้เราได้อย่างลึกซึ้งแน่นอน เช่น การที่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจในความเชื่อความศรัทธาในศาสนาของคน แต่ละชาติ จะทำให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตผู้คนต่างวัฒนธรรม การให้เกียรติไม่ล่วงเกินสิทธิในความเชื่อ ความศรัทธา ก็จะเกิดขึ้นตามมา

หากเด็กได้เปรียบเทียบด้านภูมิประเทศของไทยกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน เช่น ประเทศอินโดนีเซียที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ที่เกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงทั้งภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น แทบจะทุกปีพื้นที่การเกษตรก็เป็นที่ราบสูงเชิงเขาต้องทำเกษตรแบบขั้นบันได วิถีชีวิตของประชาชนนอกจากจะต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติแล้วการทำมาหากินก็คง ลำบากมิใช่น้อย แต่พลเมืองเขาก็อยู่กันได้และสามารถใช้ความไม่พร้อมของพื้นที่ที่ใช้ทำเกษตร แบบขั้นบันไดพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วยหรือการเกิดภูเขาไฟ ก็ทำให้เกิดแร่ธาตุช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การเกษตรจึงได้ผลผลิตดี เป็นต้น

เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบเป็นส่วนใหญ่ และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน แม่น้ำลำคลอง จนได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าว อู่น้ำของโลก แถมยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางทะเล ภูเขา ป่าไม้ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับโลกอยู่มากมาย มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมอย่างหาชาติใดในโลกเทียบได้ หากผู้เรียนได้รู้ เข้าใจ เช่นนี้แล้ว ก็น่าจะช่วยทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความสำนึกและตระหนักในคุณค่าที่ประเทศ ชาติมีอยู่ เกิดความรักหวงแหนประเทศชาติมากขึ้น ส่วนนี้หากสามารถขยายผลถึงประชาชนได้ด้วยแล้วก็จะช่วยทำให้ความรักในประเทศ ชาติและความสามัคคีของคนในชาติก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เป็นแน่

การที่ประเทศไทยมีปัจจัยที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า มั่นคงถาวรอยู่พร้อมเช่นนี้แล้วก็น่าจะทำให้คนไทยมีวิถีชีวิตที่ดี มีความสุข ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าได้รวดเร็ว แต่ทำไมทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงยังหนีไม่พ้นวังวนแห่งความโง่ จนเจ็บ แถมประเทศชาติ ก็ถูกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนแซงหน้าไปแล้วในเกือบทุกด้าน ที่เป็นเช่นนี้ปัญหาหลักก็น่าจะมาจากคุณภาพบุคลากรของชาติที่ยังมีจุดอ่อน อยู่หลายด้าน ดังนั้นการที่ทำให้บุคลากรของชาติโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเกิดคุณภาพอย่างแท้ จริง จะต้องกำจัดจุดอ่อนที่เกิดขึ้นกับคนไทยส่วนใหญ่ให้ลดน้อยลงหรือหมดไป ซึ่งจุดอ่อนที่คิดว่าเป็นปัญหาหนักในขณะนี้ที่น่าจะต้องได้รับการแก้ไข ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ

เรื่องแรก คือ นิสัยรักการทำงานและแรงงานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการขาดนิสัยรักการทำงานที่เด็กและเยาวชนปัจจุบันมีคุณลักษณะด้านนี้ ต่ำมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะขาดการปลูกฝังอย่างจริงจังจากครอบครัว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครอบครัวที่เกิดเจตคติด้านคุณภาพของบุตรหลานอยู่แค่การเรียนรู้สาย สามัญในระดับสูงขึ้นจึงเห็นการพัฒนาด้านสติปัญญาวิชาการเป็นสิ่งสำคัญสุดโดย ไม่คำนึงถึงด้านทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจึงคิดว่ามีหน้าที่เพียงการเรียนและทำคะแนนให้ได้มาก ๆ งานอย่างอื่นเป็นหน้าที่ของพ่อ แม่ และคนรอบข้างทั้งหมด เด็กจึงขาดนิสัยรักการทำงาน ขาดความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น อดทน อดออม ฯลฯ  แม้จะจบการศึกษาระดับสูงในเวลาต่อมาแต่เมื่อขาดคุณสมบัติดังกล่าวมาตั้งแต่ เด็ก การเลือกงาน แย่งงานสบายในห้องแอร์ทำจึงเกิดขึ้นยิ่งหากไม่ได้งานตรงสาขาที่เรียนมาด้วย แล้วก็กลายเป็นแรงงานที่ด้อยคุณภาพไปในที่สุด ที่เป็นเช่นนี้ก็ต้องโทษไปถึงภาครัฐด้วยที่มุ่งเน้นด้านโอกาสมากกว่าคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการเรียนต่อระดับสูงขึ้น มีการสนับสนุนทั้งเงินแจก เงินทุน เงินกู้ยืม เด็กจึงไม่ได้ฝึกวิชาชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยที่ยังปลูกฝังได้ง่าย สุดท้ายประเทศก็ได้แต่ปริมาณผู้จบการศึกษาสูงแต่คุณภาพชีวิตของบุคลากรยัง พัฒนาไปได้ไม่เท่าที่ควร ส่วนนี้จึงต้องเร่งหาทางที่จะทำให้เด็กมีนิสัยรักการทำงาน และเกิดแรงงานหรือวิชาชีพที่มีคุณภาพตามความถนัดให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนเกิดอาชีพตามศักยภาพความถนัด ประเทศมีแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งรายได้และผลผลิต

จุดอ่อนต่อมา ก็คือ ค่านิยมของคนไทยส่วนใหญ่ยังเห็นความร่ำรวยเงินทองและวัตถุมีคุณค่ามากกว่า การร่ำรวยทางจิตใจ จึงเกิดการแก่งแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ภาพความดีงามของคนไทยในอดีตจึงค่อยจางหายไปทุกขณะ สิ่งที่เกิดขึ้นมาทดแทน คือการใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อเกินรายได้  หลงใหลอยู่กับวัตถุและวัฒนธรรมต่างชาติ ความประพฤติที่ผิดศีลธรรมอันดีงาม ฯลฯ เมื่อค่านิยมหลงทางปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรืออยากจะก้าวสู่สากลก็ตามทุกฝ่ายคงจะต้อง ใส่ใจให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรของชาติให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่า ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะหากมุ่งเน้นและพัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ค่านิยมของคนในชาติยังผิดเพี้ยน ความร่ำรวยก็ไปเกิดกับคนกระจุกหนึ่ง ส่วนคนจนก็ยังมีกระจายอยู่เช่นเดิม ปัญหาต่าง ๆ ที่เห็นกันอยู่ทุกวันก็คงไม่หมดไป ยิ่งเปิดประชาคมอาเซียนที่ผู้คนและวัฒนธรรมต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาได้สะดวก ก็คงจะมาเพิ่มเติมปัญหาต่าง ๆ ให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น หากปล่อยให้ถึงเวลานั้น การแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็คงจะยุ่งยากกว่าลิงแก้แหหลายเท่าเป็นแน่ .

ที่มา : เดลินิวส์

อาเซียน ASEAN
- 2012-10-24 4:56:19 โพสต์โดย : admin คนดู 2,109 คน