“ออร่า” แสงสีสะท้อนสุขภาพ

แสงออร่า aura

ร่างกายของมนุษย์นั้น ไม่ได้มีแต่เพียง กายเนื้อ ที่ปรากฏเห็นด้วยสายตาเท่านั้น ไม่ได้มีแค่ศีรษะ แขน ขา ลำตัว ฯลฯ หากแต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ หลอมรวมอยู่เป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย ที่สำคัญคือ สิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้ยังสามารถพัฒนาและนำมาใช้ในการผดุงสุขภาพร่างกายได้อีกด้วย องค์ประกอบของร่างกายอื่นๆ ที่ว่า…คืออะไร ม.ล.อัคนี นวรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาจิต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า องค์ประกอบที่ว่านี้ก็คือ ออรา จักร และเส้นโคจรพลัง หรือที่เรียกว่า เส้นเมอร์ริเดียน แต่ในทีนี้จะอธิบายเฉพาะส่วนของออราเป็นสำคัญเท่านั้น

ออร่า คือสิ่งที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ ในภาษาวิทยาศาสตร์ คือ พลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่สภาพเหมือนกับแคปซูลที่คลุมอยู่รอบตัวเรา ออรา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะขยายใหญ่ขึ้น อาจจะเข้มข้นขึ้นหรืออาจะเบาบางลงก็ได้ ซึ่งในผู้ป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิต จะตรวจพบว่า พลังออราจะลดต่ำลงไปมากจนเกือบไม่มี และเมื่อเสียชีวิต พลังออราก็จะหมดไปจากร่างกาย

ออร่า มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร ?
สิ่งสำคัญของมนุษย์มีทั้งหมด 4 อย่าง คือ ร่างกาย ออรา จักร และเส้นโคจรพลัง ถ้าทั้ง 4 ส่วน มีความสมบูรณ์ร่างกายก็จะแข็งแรง แต่ถ้าหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องหรือย่อหย่อนไป จะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมาได้ ออรา เปรียบเสมือนแคปซูลที่ครอบคลุมร่างกายอยู่ สิ่งใดที่จะผ่านเข้าสู่ร่างกายก็จะต้องผ่านออราก่อน เมื่อใดก็ตามที่ออราไม่เข้มแข็ง มีตำหนิ มีรอยแตกหรือบางด้วยปัจจัยใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ไม่ดีก็จะทะลุเข้าสู่กายเนื้อได้โดยง่าย จากนั้นก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

ลักษณะของ แสงออร่า
เป็นแสงรัศมีที่ล้อมรอบกายหยาบอยู่ทุกทิศทาง แสงออร่ามี 3 มิติ คนที่มีสุขภาพแข็งแรง แสงออร่าจะเป็นรูปกลมรี หรือรูปไข่ล้อมรอบกายหยาบ ซึ่งคนทั่วไปมีแสงออร่าล้อมรอบประมาณ 8-10 ฟุต ผู้นำศาสนาโบราณสามารถแผ่รัศมีได้หลายไมล์ เป็นเหตุให้เขาสามารถชังจูงสานุศิษย์ชุมนุมในบริเวณที่เขาเดินทางไป
ยิ่งสุขภาพกาย สุขภาพใจดีเท่าไหร่ แสงออร่าก็ยิ่งมีความสั่นสะเทือนมาก และแผ่รัศมีได้ไกลขึ้น แสงออร่ายิ่งสั่นสะเทือนมาก เราจะยิ่งมีพลังทำสิ่งที่ต้องทำและอยากทำมากขึ้น และยิ่งได้รับผลกระทบจากพลังภายนอกน้อยลง แสงออร่ายิ่งอ่อน ยิ่งทำให้พลังภายนอกเข้ามาก่อกวนง่ายขึ้น ทำให้เราถูกครอบงำและเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น แสงออร่าที่อ่อนแออาจส่งผลให้เราล้มเหลว เจ็บป่วย และไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต

แสงออร่า หรือแสงรัศมีของคน มี 2 ลักษณะ แสงนั้นรวมถึงพลังจากกายทิพย์ด้วย กายทิพย์เป็นแนวพลังที่มีความเข้มแตกต่างกัน ล้อมรอบและแทรกซึมอยู่ในกายหยาบ มีหน้าที่สำคัญในการช่วยประสานและดูแลกิจกรรมกายวิญญาณในกายหยาบ กายทิพย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแสงออร่าเท่านั้น

คุณสมบัติของแสงออร่า
1. แสงออร่าของแต่ละคนมีความถี่ไม่เหมือนกัน
2. แสงออร่าของเราจะสัมพันธ์กับแสงออร่าของคนอื่น
3. แสงรัศมีของคนสัมพันธ์กับแสงรัศมีของสัตว์ พืช แร่ธาตุ และสิ่งอื่นๆ ด้วย
4. ยิ่งติดต่อกันใกล้ชิดและยาวนาน จะยิ่งมีการแลกเปลี่ยนพลังกันมากขึ้น
5. แสงออร่าและการเปลี่ยนแปลง มีผลต่อร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และวิญญาณของบุคคล

การอ่านแสงออร่า
1. สีที่อยู่ใกล้ร่างกายมากที่สุดมักบ่งบอกถึงสภาพและพลังของร่างกาย สีที่อยู่ห่างออกไปบ่งบอกถึงอารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณที่ส่งผลกระทบต่อสีของร่างกายได้
2. สียิ่งสดใสและเย็นตาก็ยิ่งดี สียิ่งหนาทึบและขุ่นมัวก็ยิ่งแสดงถึงความไม่สมดุล การทำงานมากเกินไป และปัญหาที่เป็นไปได้อื่นๆตรงตำแหน่งที่สีนั้นปรากฏอยู่
3. สีเข้มๆ แต่สดใสก็บ่งบอกถึงระดับพลังที่สูงได้เช่นกัน การมีสีเข้มไม่จำเป็นต้องไม่ดีเสมอไป
4. แสงออร่ามักมีมากกว่าหนึ่งสี โดยแต่ละสีจะบอกถึงเรื่องที่แตกต่างกันไป เราต้องเรียนรู้ว่าสีที่ต่างกันนี้ส่งผลอย่างไร และผลของสีที่ผสมกันเป็นอย่างไร
5. เมื่อเรามองเห็นออร่าผู้อื่น ให้จำไว้ว่า เรากำลังมองผ่านแสงออร่าของเราเอง และการอ่านออร่าคนอื่น จำเป็นต้องรู้จักออร่าตนเองก่อน ถ้าแสงออร่าเรามีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ความจริงของคนอื่นสีน้ำเงิน เราอาจเห็นเป็นสีเขียว ปรับเปลี่ยนไปตามจิตใต้สำนึก จึงอย่าด่วนสรุป
6. อย่าตัดสินใจคนด้วยสิ่งที่เห็นจากแสงออร่า
7. เรียนรู้การใช้จิตในการอ่านแสงออร่า สีและความชัดเจนบ่งบอกถึงสิ่งที่แตกต่างกันทั้งสิ้น
8. แสงออร่าเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง อารมณ์ การใช้ร่างกายและจิตอย่างหนัก ส่งผลต่อแรงสั่นสะเทือนของสีและแสงออร่า แสงออร่าเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราอายุมากขึ้น เมื่อเราพัฒนาความสามารถในการมองแสงออร่า เราจะพบว่าแต่ละคนจะมีสีเด่นเพียงสีเดียวหรือหลายสีที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ( แม้โทนสีอาจเปลี่ยนไป ) สีที่รองลงมาและความเกี่ยวข้องกันของสีหนักและสีรอง
9. สีและโทนสีที่เราเห็นมักจะเป็นสีเทาหรือน้ำเงินอ่อน ฝึกไปเรื่อยๆก็จะมองเห็นเอง อย่ากำหนดเวลาให้ตนเอง แต่ควรฝึกทุกวัน จะเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 4-6 สัปดาห์ อย่างน้อยที่สุดเราจะเริ่มมองเห็นแสงออร่า แม้ว่าจะยังไม่เห็นสี
10. เมื่อเราพัฒนาความสามารถในการมองออร่า จำไว้ว่า เราไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งกับพลังของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เราต้องใช้ความสามารถในการมองออร่าอย่างมความรับผิดชอบ

แบบฝึกหัดให้เห็นแสงออร่า
1. การมองยอดขอบไม้ตัดกับท้องฟ้า

1.1 นอนหงายบนสนามหญ้าที่ไร้เมฆหมอก

1.2 มองต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป ไล่จากโคนไปยังยอดไม้

1.3 เพ่งเส้นขอบยอดไม้ที่ตัดกับท้องฟ้า อย่าเพ่งให้มากนัก ให้ทำสบายๆ พยายามดูรายละเอียดท้องฟ้าให้มากที่สุด แล้วเปลี่ยนเป็นมองผ่านๆ

1.4 เราเริ่มรู้สึกถึงความสลัวลางๆตรงเส้นขอบยอดไม้ ให้สังเกตเฉยๆ ะเห็นสีที่อ่อนใสกว่าสีท้องฟ้าไกลโพ้นล้อมเป็นกรอบ เห็นได้ชัดในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อพลังชีวิตของต้นไม้ได้รับการกระตุ้น โดยมีพลังและการเติบโตจากรากถึงยอดไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแสงออร่าของต้นไม้

2. การมองแสงออร่าของผู้อื่น

2.1 ให้เพื่อนยืนพิงพนังโล่งสีขาวๆ หากเริ่มฝึกให้ใช้ห้องที่มีแสงสลัว จะเห็นผลมากกว่า ตัวเรายืนหรือนั่งห่างออกไป 8-10 ฟุต แต่ต้องเห็นเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมทั้งบริเวณรอบๆ ตัวเขาด้วย

2.2 เพ่งสายตาอยู่ที่หน้าผากของเพื่อน จากจุดนี้ให้มองรอบตัวเพื่อนตามเข็มนาฬิกา ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลายๆ ครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นโคนและรอบในดวงตา

2.3 กลับมาเพ่งที่หน้าผาก หรือที่จุดที่สูงที่สุดนานอีกประมาณ 15-30 วินาที

2.4 เปลี่ยนการเพ่งมองมาเป็นการมองรอบตัวเพื่อน แล้วสังเกตนิ่งๆ แสงออร่าที่ศีรษะและที่หัวไหล่มักปรากฏชัดกว่าที่อื่น ให้ทำซ้ำๆ เท่าที่จำเป็น เราจะเริ่มมองเห็นแสงออร่าของผู้อื่น

การเสริมพลังออร่า
1. สัมผัสแสงแดด 2. การออกกำลังกาย 3. อากาศบริสุทธิ์ 4. การรับประทานอาหารน้อยๆ แต่บ่อยๆ การรักษาลำไส้ให้สะอาด 5. การทำสมาธิ 6. เสียงดนตรี / การร้องเพลง 7. กลิ่นหอม เครื่องหอม / น้ำมันหอม / หญ้าหางหนูผสมกับหญ้าหวาน / กำยาน / กลิ่นการ์ดิเนีย 8. คริสตัล และหิน

การปกป้องแสงออร่า
เทคนิคที่ 1 การป้องกันไม่ให้สูญเสียพลัง
ปิดวงจรพลังของเรา ด้วยการนั่งไขว้ข้อเท้าและแตะนิ้วมือเข้าหากัน ( เพียงแตะนิ้วโป้งและนิ้วชี้ก็ได้ ) วงจรพลังของเราก็จะปิดลง พลังก็ไม่ออกนอกตัวเรา

เทคนิคที่ 2 การหายใจรับเพื่อพลัง
อากาศบริสุทธิ์และการหายใจอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การ ฝึกหายใจ ที่เรียกว่า ไอดา-พิงกาละ และความสมดุลของการหายใจ เรียกว่า สุสุมนา ช่วยเพิ่มพลังให้แสงออร่าอย่างรวดเร็ว ทำให้ขั้วแม่เหล็กร่างกายสมดุล เพิ่มความจดจำข่าวสาร ทำให้สมองสองซีกสมดุล และกระตุ้นพลังระหว่างกัน เป็นการหายใจเข้าด้วยจมูกข้างหนึ่งกลั้นไว้ หายใจออกทางรูจมูกอีกข้าง ทำอย่างน้อยข้างละ 4-5 ครั้ง การทำเช่นนี้จะทำให้พลังแทรกซึมไปทั่วร่างกายและแสงออร่าได้เร็วขึ้น

เทคนิคที่ 3 กระแสวนเพื่อการชำระล้าง
ช่วยขจัดเศษซากพลังออกไป ทำให้ไม่มีการสะสมและสร้างความสมดุลขึ้นภายในแสงออร่า ใช้เวลาเพียง 5 นาที
1. นั่งลงและผ่อนคลายร่างกาย หายใจตามเทคนิคที่ 2 จะสวดมนต์ก่อนก็ได้
2. นึกถึงภาพดวงไฟเล็กๆ สีขาวใสหมุนวนเริ่มก่อตัวขึ้น เหมือนพายุทอนาโดลูกเล็กๆ ขณะที่เริ่มเป็นรูปกรวย ขยายดวงไฟให้ใหญ่ขึ้นพอที่จะล้อมรอบแสงออร่าของเราได้ ปลายกรวยเคลื่อนลงมาที่กระหม่อมไปตามฐานกลางของร่างกาย

3. ต้องหมุนตามเข็มนาฬิกา เมื่อสัมผัสกับแสงออร่าของเรา ให้นึกว่ากระแสนั้นดูดซับและเผาไหม้เศษซากพลังที่สะสมอยู่

4. ให้มองรู้สึกและจินตนาการว่า กระแสนี้ได้เคลื่อนลงมาผ่านแสงออร่าและตัวเราทั้งหมด เป็นการชำระล้างพลังจากภายนอกที่พอกพูนอยู่ตลอดวันให้หมดสิ้นไป
5. เมื่อกระแสวนนี้เคลื่อนผ่านตัวเรา ให้ปล่อยให้พลังนี้ออกไปจากตัวเราทางเท้าลงไปยังใจกลางโลก มองตามกระแสวนที่นำเศษซากพลังลงไปยังภพที่อยู่ต่ำลงไป เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์แก่ชีวิตเบื้องล่างในโลกนี้

แสงออร่า aura

ออร่า.. คือ แสงสีที่เกิดจากเซลล์ต่างๆและอวัยวะส่วนสมองของเรา บ่งบอกถึงสภาวะจิต ความรู้สึกนึกคิด สุขภาพร่างกายของเราว่าเป็นอย่างไร ใครมีความคิดดี มีสมาธิดี มีสติปัญญาความขยันหมั่นเพียร มีความสดชื่นสดใส แสงออร่าก็จะแผ่กว้างออก ยิ่งมีพลังมากก็จะแผ่กว้างมาก ใครที่ไม่มีสมาธิ ขาดสติปัญญา แสงออร่าก็จะน้อยไม่มีพลัง ในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า สมองของคนเรานั้นจะมีคลื่นพลังไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เปล่งรัศมีเป็นพลังอำนาจออกมา ขนาดความกว้างและความสว่างของแสงนั้นขึ้นอยู่กับคลื่นพลังสมองของผู้นั้น

แสงกายทิพย์ (Astral)
ร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆเป็นพันล้านเซลล์ กลุ่มเซลล์จะจับกลุ่มประกอบกันเป็นอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ ม้าม หัวใจ ฯลฯ ซึ่งจะทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบร่างกายที่สมบูรณ์ดี มีพลังชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ปรกติ แต่เมื่อใดที่เซลล์เกิดบกพร่องเสื่อมเสีย บิดเบี้ยวผิดปกติ อวัยวะนั้นก็จะทำงานไม่สมบูรณ์ ไม่ดี ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยไม่สบาย ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นสีและแสงของ ” กายทิพย์ ” โดยจะปรากฏให้เห็นเมื่อถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพพิเศษ

กายทิพย์ และ ออร่า

ออร่าและกายทิพย์ ทั้งสองส่วนนี้มีความประสานสัมพันธ์กัน และเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ลักษณะของแสงออร่าที่อยู่รอบร่างกายนั้นยังมีลักษณะต่างๆที่สามารถบอกความโน้มเอียง หรือความน่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ ซึ่งมีรูปลักษณะของแสงแตกต่างกันดังนี้

- มีแสงเรืองรอบกายในลักษณะกระจายออกในทิศทางต่างๆ แสดงถึงความเป็นผู้มีพลังจิตดี เป็นคนดีมี
คุณธรรม

- มีแสงกระจายออกเป็นหย่อมๆ เหมือนเมฆ เป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดความกล้า ใจเสาะ

- มีแสงกระจายแหลมออกเหมือนขนเม่น เป็นคนคิดแต่เรื่องของตัวเอง เห็นแก่ตัว ไม่ช่วยเหลือใคร

- มีแสงเหมือนลักษณะแสงฟ้าผ่า เป็นคนมักมากในกามารมณ์ ฮิสทีเรีย

- มีแสงหลบข้างๆตัว เป็นคนชอบหลบซ่อนตัว ไม่กล้าสู้ความจริง พูดไม่จริง

- มีแสงหุ้มตัวเหมือนเปลือกแข็ง เป็นคนหนักแน่นมั่นคง มั่นใจในตัวเอง

- มีแหมึก เป็นคนเห็นแก่ตัว มักได้ ไม่ยอมเสียสละ

ออร่า เป็นคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้นรอบกาย ชั้นนอกสุดมีลักษณะเป็นรูปไข่ ออร่าประกอบด้วยคลื่นแสง สี เสียง อุณหภูมิ มีโครงสร้างและอวัยวะเหมือนกายเนื้อ
กายเนื้อของเรามีกระดูกไขสันหลังเป็นที่รวมของเส้นประสาทต่างๆที่ควบคุมการทำงานของกายเนื้อ และมีเส้นประสาทย่อยเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย กายแสงหรือออร่ามีแกนกลางซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นๆซ้อนกันอยู่ในไขสันหลัง แกนกลางอันนี้เปรียบเสมือนสายเมนไฟฟ้าซึ่งมีหน้าที่ปั่นและแจกจ่ายพลังงาน โดยมีจักระเป็นตัวปั่นพลังงานเข้าไปในกายแสงแต่ละชั้น จักระจะยึดติดอยู่กับท่อแกนกลางของกายแสงนี้

จักระ กงล้อดูดซับพลังงาน
จักระมีอยู่ด้วยกัน 7 จักระใหญ่ ซึ่งมีเป็นคู่ด้านหน้าและหลัง ยกเว้นจักระที่ 7 และจักระที่ 1 ซึ่งไม่มีคู่ ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นจักระในลักษณะเป็นกรวยหมุน แต่ถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นว่ามันมีลักษณะเป็นแผ่นกลมๆหมุน จักระมีลักษณะเป็นดอกบัวหมุน จักระแต่ละอันจะซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น เพื่อปั่นพลังงานให้กับกายแสงที่ 7
ตำราส่วนใหญ่จะพูดถึงจักระว่ามีสี 7 สี ตามสีของรุ้งกินน้ำ คือ จักระที่ 7 สีม่วง จักระที่ 6 สีคราม จักระที่ 5 สีน้ำเงิน จักระที่ 4 สีเขียว จักระที่ 3 สีเหลือง จักระที่ 2 สีแสด และจักระที่ 1 สีแดง จริงๆแล้วจักระอาจจะไม่ได้มีสีสรรตรงตามทฤษฎี และถ้าคุณอ่านจากตำราของทิเบตจะเห็นได้ว่าสีของจักระอาจจะไม่ตรงกับตำราของฮินดู ทั้งนี้และทั้งนั้นอาจเป็นเพราะว่า จักระมีลักษณะที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น แต่ละชั้นอาจจะมีสีที่ต่างกันออกไปบ้าง
การทำงานที่สมดุลของจักระช่วยให้อวัยวะบริเวณที่จักระนั้นๆตั้งอยู่ทำงานได้เป็นปกติ ถ้าจักระใดทำงานไม่ปกติ อวัยวะของร่างกายในส่วนนั้นก็จะมีอาการไม่ปกติตามไปด้วย จักระรับพลังงานจากแกนกลางของออร่า แกนกลางของออร่ายังมีเส้นประสาทฝอย เชื่อมติดกับส่วนต่างๆ เส้นประสาทย่อยของออร่า คือเส้นเมอร์เดียน ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นสีขาวนวล

พลังงานในออร่ามาจากไหน
คลื่นพลังงานที่ปั่นในออร่ามาจากหลายแห่ง เราสามารถรับคลื่นพลังงานได้จากธรรมชาติรอบข้าง จากสภาพแวดล้อม คนใกล้เคียง สัตว์ สิ่งของ และที่สำคัญมากคือลมปราณ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในบรรยากาศ ลมปราณมีลักษณะเป็นจุดประกายไฟฟ้าเล็กๆวิ่งวนไปมาในอากาศ ถ้ามองดูท้องฟ้าจะสังเกตเห็นประจุประกายไฟฟ้าจุดเล็กๆ เต็มไปหมด

เรารับเอาลมปราณเหล่านี้เข้ามาปั่นพลังงานในกายแสง ยิ่งเรารับลมปราณได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีพลังงานมากขึ้นเท่านั้น แสงออร่าเราจะสว่างสดใสขึ้น เมื่อลมปราณเข้ามาแล้ว จะถูกแจกจ่ายไปตามส่วนต่างๆของกายแสง เมื่อไรก็ตามที่แกนกลางของออร่า หรือจักระ หรือเส้นเมอร์เดียนทำงานผิดปกติติดขัด ลมปราณจะเดินไม่สะดวก สุขภาพร่างกายของเราก็จะแย่ไปด้วย
ตำราด้านการรักษาโรคส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับจักระอย่างมาก แต่ถ้าเราดูจากลักษณะโครงสร้างของออร่าแล้ว การรักษาโรคน่าจะทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าส่วนไหนในกายแสงที่เป็นโรค เช่น ถ้าลมปราณติดขัดในเส้นเมอร์เดียน การเดินเส้นเมอร์เดียนใหม่จะช่วยให้ลมปราณเดินสะดวกขึ้น อาการปวดเจ็บกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นอาจหายไป ถ้าเป็นการบกพร่องของจักระ ให้รักษาที่จักระ ถ้าเป็นการเสียสมดุลของคลื่นพลังงานรอบกายแสง เราสามารถใช้มือลูบแสงออร่าเราใหม่เพื่อจัดให้มันเข้าที่และปรับสมดุลได้ และในกรณีที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรัง คุณอาจจะตรวจสอบเส้นแกนกลางของออร่าว่าเป็นอย่างไร เส้นแกนกลางออร่านี้ บางตำรากล่าวว่าเป็นการรักษาโรคทีได้ผลดีที่สุด แกนกลางอันนี้เป็นที่เก็บสะสมความทรงจำที่เจ็บปวด ความรู้สึกฝังใจหลายๆอย่างไว้ที่นี่

ตัวเรามีระบบบันทึกข้อมูลความทรงจำ ความเจ็บปวดต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตามเซลล์ในร่างกาย ในไขสันหลัง กระดูก นอกจากนี้ความทรงจำที่เจ็บปวดยังถูกจารึกไว้ในคลื่นพลังงานรอบกาย ในจักระ และเมื่อมากเข้าก็จะส่งข้อมูลไปยังแกนกลางของออร่า เมื่อเส้นแกนกลางรับไม่ไหว ร่างกายจะทรุดทันที
การรักษาโรคในเส้นแกนกลางของออร่า

บ่อเกิดของโรคที่ทำให้ไขสันหลังหรือแกนกลางของออร่ามีปัญหาก็คือ ความคิดความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ถูกบันทึกไว้ และเก็บกดไว้เป็นเวลานาน ความคิดเหล่านี้จะบั่นทอนความมั่นคงของแกนกลางออร่า คลื่นพลังงานจะผ่านไม่สะดวก การรักษาโรคบริเวณนี้จึงต้องเป็นการชำระล้างและขจัดข้อมูลความคิดเหล่านี้ออกไป ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น

1.การทำสมาธิ
การทำสมาธิจะช่วยให้เกิดคลื่นพลังงานทางบวกที่จะเข้าไปขับเคลื่อนและแทนที่ข้อมูลทางลบที่ติดอยู่ในแกนกลางและรอบๆกายแสงให้ออกไป การที่จะรักษาสมาธิได้ เราต้องดูแลรักษา กาย วาจา และใจ การรักษาทั้ง 3 อย่างนี้ ทำให้แสงออร่าเปลี่ยนไป เกิดความสว่างไสว จักระทำงานได้ดีขึ้น กายแสงรับลมปราณได้มากขึ้น ปฏิกิริยาทั้งหมดเหล่านี้จะไปชะล้างเอาความสกปรกในเส้นแกนกลาง และขับเคลื่อนข้อมูลแนวลบที่ถูกบันทึกไว้ให้เคลื่อนตัวออกไป จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้ที่ฝึกสมาธิสม่ำเสมอสามารถหายขาดจากโรคที่เป็นได้ สมาธิช่วยรักษาโรคให้ตัวเองได้

2.ให้ผู้อื่นรักษาโรคในคลื่นแสงออร่าของเรา
ผู้ที่มีพลังจิตสูงสามารถดึงเอาคลื่นพลังงานติดค้างเหล่านี้ออกจากเส้นแกนกลางกายได้ ทำให้หายจากโรคที่เป็นอยู่อย่างรวดเร็วมาก โรคที่สามารถหายขาดจากการรักษาด้วยวิธีนี้จะรวมถึง มะเร็ง อัมพาต และโรคร้ายแรงและเรื้อรังอื่นๆ ด้วย

3. การนวดในหลายๆรูปแบบ
การนวดตรงบริเวณไขสันหลังจะช่วยให้ความทรงจำเหล่านั้นค่อยๆเคลื่อนตัวออกทีละน้อย ในประเทศตะวันตก การนวดที่พบว่ามีผลในการรักษาโรค ได้แก่
วิธีการบำบัดเรียกว่า ” ซีโร่ บาล้านซิ่ง ” ( Zero Balancing ) คิดค้นโดยแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ ดร.ฟริกซ์ สมิธ ( Dr. Fritz Smith ) เป็นวิธีการที่ผสมผสานแนวความคิดเกี่ยวกับคลื่นพลังงานของทางตะวันออก และวิทยาศาสตร์ทางด้านสรีระของทางตะวันตกเข้าด้วยกัน ดร.ฟริกซ์กล่าวว่า คลื่นพลังงานของเรามีสรีระโครงสร้างทุกอย่างเหมือนกายเนื้อ การนวดจุดต่างๆ บนร่างกายจะช่วยให้คลื่นพลังงานและโครงสร้างของร่างกายปรับระดับให้สมดุลย์กัน

ดร.ฟริกซ์ กล่าวต่อไปอีกว่า กระดูกเปรียบเสมือนแกนในสุดที่สะสมความรู้สึกทางกายเนื้อ อารมณ์ความทรงจำต่างๆ เอาไว้ ดังนั้นในการบำบัดวิธีนี้ ผู้บำบัดจะต้องทำจิตให้สงบ ไม่มีการพูดคุยกันระหว่างการบำบัด เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นความคิดของผู้บำบัดเข้าไปในคลื่นของผู้ป่วย
การนวดแบบ ” รอล์ฟฟิ่ง ” ( Rolfing ) ตรงบริเวณไขสันหลังจะช่วยให้เซลล์ที่บันทึกข้อมูลความทรงจำในอดีต คลายความรู้สึกอันนั้นออกมา ซึ่งสามารถมองเห็นได้ในออร่า

สรุปว่าการรักษาเส้นแกนกลางหรือไขสันหลังของออร่านี้ทำได้หลายวิธี อาจจะรักษาด้วยการหมั่นทำสมาธิ เพื่อเปลี่ยนคลื่นพลังงานใหม่ให้ตัวเอง หรือให้ผู้มีพลังจิตดึงออก หรือด้วยการนวด เป็นต้น

นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ของออร่าที่กล่าวถึงไปแล้ว ออร่ายังปรากฏในลักษณะของ คลื่นพลังงานที่ไหลหมุนวนไปมามีลักษณะเหมือนเลข 8 แนวนอน การไหลหมุนวนของคลื่นพลังงานในลักษณะนี้ ช่วยให้การทำงานของสมองซีกซ้ายและขวา ทำงานได้สมดุลยิ่งขึ้น

ถ้ารู้สึกว่าสมองตื้อและคิดอะไรไม่ออก เราอาจจะปรับคลื่นพลังงานให้ตัวเองได้ใหม่ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การใช้มือวาดรูปเลข 8 แนวนอนให้กับแสงออร่า โดยการเหยียดแขนไปข้างหน้าทั้ง 2 ข้าง งอเข่าลงเล็กน้อย แล้ววาดเลข 8 แนวนอนด้วยแขนทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับโยกตัวตามไปด้วย จะช่วยให้คลื่นพลังงานสามารถปรับระดับให้เกิดการสมดุลได้อย่างดี ถ้าวาดแล้วร่างกายมันแข็งๆทื่อๆไม่อ่อนไหวไปตามรูป อาจเป็นเพราะคลื่นพลังงานรอบกายมีการติดขัด ต้องหมั่นปรับคลื่นให้เข้าสู่ภาวะสมดุล

ลักษณะแสงออร่าที่มองเห็นได้
แสงออร่ารอบกายมนุษย์นี้เราอาจจะเห็นไปได้ในหลายลักษณะ แสงสีที่เห็นอาจจะมีความไม่ตรงกันนัก เพราะเราต้องมองผ่านแสงออร่าของเราเอง จึงเกิดการกรองแสงก่อนที่จะเข้าสู่ตาเรา นอกจากนั้นบางคนอาจจะเห็นทีละชั้น บางคนอาจจะเห็นทีละหลายชั้น บางคนอาจจะเห็นในลักษณะของคลื่นพลังงานที่หมุนปั่นอยู่รอบกาย บางคนอาจจะเห็นหลายชั้นซ้อนๆ กันอยู่มีลักษณะคล้ายๆ เงาสีเทาๆ หลายชั้นซ้อนกันโดยไม่มีสีสัน ลักษณะออร่าจะเป็นไปในหลายๆ รูปแบบทั้งเป็นคลื่นพลังงานหมุนปั่น ทั้งชั้นแสงที่ไม่มีสีหลายชั้นซ้อนกัน หรือชั้นที่มีแสงสี หรือบางครั้งเห็นเฉพาะแสงชั้นที่ 6-7 เป็นรูปไข่สีทองรอบนอกและมีสีเหลืองปนชมพูภายใน

ผู้ที่มีความสามารถในการมองเห็นแสงออร่าทั้ง 7 ชั้นอย่างละเอียดคือ นางบาร์บาร่า แอน เบรนแนน เพราะเธอเป็นผู้เดียวที่เขียนแยกแยะเรื่องแสง 7 ชั้นได้อย่างละเอียดที่สุด

ทำอย่างไรจึงจะเห็นแสงทั้งหมดได้รวดเร็ว
เมื่อเริ่มเห็นแสงชั้นที่ 1 แล้ว ให้จับจากขอบชั้นที่ 1 แล้วดูชั้นที่ 2 ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจะค่อยๆเป็นไปทีละนิด สำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิอาจใช้วิธีกำหนดจิตขอให้เห็นแสงได้ แต่มักจะไม่เห็นภายในทันทีทันใด อาจจะเป็นหลายวันหลังจากนั้นก็จะเห็นขึ้นมาเอง นอกจากนั้นก็อาจจะเห็นแสงในขณะที่จิตใจปลอดโปร่ง
ระยะห่างในการมองก็มีผลเช่นกัน ถ้าจะดูแสงของผู้อื่น ควรให้ผู้นั้นนั่งห่างจากเราประมาณ 5-6 ฟุต สภาพจิตใจควรจะมีความสบาย ถ้าเครียดหรือ ตั้งใจเกินไป ก็จะไม่เห็น และต้องปรับสายตาให้เบลอๆ แบ็คกราวด์ที่ใช้ดูแสงควรเป็นสีอ่อนๆ ไม่มีลวดลาย เวลาดูแสงให้ดูไปรอบๆร่างรอบๆใบหน้า

เราจะเริ่มเห็นแสงชั้นที่ 1 ซึ่งมีลักษณะสีน้ำเงินอมเทาจางๆ คล้ายเงา จากนั้นให้จับขอบแสงชั้นที่ 1 เพื่อดูชั้นที่ 2 จะเห็นสีสรรของชั้นที่ 2 เมื่อฝึกดูไปเรื่อยๆจะพบว่า เวลามองใครต่อใคร เราจะเห็นคนเหล่านั้นในลักษณะที่เรืองแสง อาจจะไม่เห็นสีสรร แต่จะเห็นลักษณะของความเรืองแสงของมนุษย์ เราอาจจะใช้วิธีเดียวกันดูสัตว์พืช และสิ่งของ จะเห็นความเรืองแสงของสัตว์ พืช และสิ่งของ มนุษย์จะมีความเรืองแสงมากที่สุด
ถ้าที่บ้านมีอ่างอาบน้ำ เวลานอนแช่น้ำในอ่างหลังจากฟองสบู่เริ่มจางแล้ว เราสามารถมองดูแสงของตัวเองในน้ำได้ อาจจะเริ่มจากมือ เท้า หรือแขน ขา จะเห็นแสงรอบๆ ส่วนเหล่านี้ได้ง่าย

เราจะมองเห็นจักระในกายแสงได้หรือไม่ ?
เราจะมองเห็นได้หลังจากมองเห็นแสงออร่าได้แล้ว ลักษณะเป็นแผ่นกลมๆหมุนปั่น แต่ละจักระจะมีชั้นสีต่างๆ
การเห็นแสงออร่าตลอดเวลาไม่ได้ทำให้จิตใจสบายขึ้น ในทางตรงกันข้ามคุณอาจจะรู้สึกว้าวุ่นกับสิ่งที่เห็น จึงควร ปิด การเห็นเป็นระยะๆ มิฉะนั้นจักระที่ 6 ( ตาที่ 3 ) จะแย่ อาจจะเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะตาที่ 3 เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา จึงควร ปิด ตาที่ 3 เมื่อคุณไม่มีความจำเป็นที่จะมองแสง

บางคนอาจจะมองเห็นแสงชั้นใดชั้นหนึ่งได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะถ้าสนใจและเจาะจงที่จะศึกษาแสงเฉพาะชั้นนั้นๆ บางคนสนใจเรื่องจักระก็อาจจะเห็นจักระได้ละเอียด แต่เห็นแสงออร่าได้อย่างหยาบๆ บางคนก็อาจจะชอบมองรวมๆ กันไปโดยไม่ได้สนใจเจาะจงรายละเอียด ดังนั้นเรื่องการเห็นแสงออร่า เห็นมากเห็นน้อย เห็นบ่อย หรือไม่เห็นเลยจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว นอกจากนั้นสีสรรที่เห็นและความหมายอาจเป็นเรื่องเฉพาะตัว และขึ้นอยู่กับความแตกต่างของวัฒนธรรมอีกด้วย

ภาพในแสงออร่าคือภาพจริงใช่หรือไม่ ?
ในออร่าจะมีภาพบางภาพติดอยู่ซึ่งภาพเหล่านี้อาจเกิดจากความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องงาน ความรัก ความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งภาพที่ติดอยู่อาจคล้ายคลึงกับภาพที่จิตใต้สำนึกสร้างขึ้นมาในความฝัน อย่างไรก็ตามภาพบางภาพที่ปรากฏอยู่ในแสงออร่าอาจจะเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ เหe=5>สีของออร่าและความหมาย
ออร่าจะมีลักษณะเป็นหมอก มีความไหวปรากฏเป็นหย่อมๆ จะเห็นได้ชัดเจนบริเวณรอบศีรษะ และเหนือบ่า มีสีสันต่างๆ เช่น

1. สีชมพู หมายถึงพลังที่แจ่มใส เต็มไปด้วยความรัก อารมณ์ขัน ถ่อมตนสามารถ ปลอบประโลม ผู้อื่น โรแมนติก ข้อเสียคือ มักจะใจคอโลเล

2. สีแดง เป็นสีที่แสดงถึงความทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยพลังงาน มีความกระฉับกระเฉงและมีพลังทางเพศ
สีแดงมืด อาจหมายถึงอารมณ์รุนแรง
สีแดงสดใส หมายถึงความ ภาคภูมิใจ และทะเยอทะยานในทางที่ถูกที่ควร
สีแดงขุ่น เป็นพวกใจคอโหดร้าย

3. สีส้ม / แสด เป็นสีของความกระฉับกระเฉงว่องไว มีความสุข สุขภาพที่เต็มไปด้วยพลัง ถ้ามีแสงสีนี้มากเกินไปจะกลายเป็นคนเย่อหยิ่ง สีนี้ยังเป็นสีที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย
สีส้มมัวหม่นหรือส้มปนน้ำตาล แสดงถึง ปัญญาต่ำ
สีส้มแดง หมายถึง เย่อหยิ่ง อวดฉลาด

4. สีเหลือง เป็นสีที่มองเห็นง่ายที่สุดในออร่า เป็นสีของความฉลาดความเมตตา มองโลกในแง่ดี รักเพื่อนมนุษย์ นอกจากนั้นยังเป็นสีของภูมิคุ้มกันโรค
สีเหลืองอมส้ม แสดงถึง ความฉลาด – ปราดเปรื่อง
สีเหลืองขุ่นข้น แสดงถึง ความอิจฉาริษยา หรือความคลางแคลงใจ

5. สีเขียว เป็นสีของจิตใจที่ละเอียดอ่อนมีความเข้าใจผู้อื่น นอกจากนั้นยังเป็นสีของความรัก การเปลี่ยนแปลง การรักษาโรค ความสามารถในการใช้มือ และยังเป็นสีที่แสดงถึงความสมดุล
สีเขียวสดใส แสดงว่า เป็นคนปรับตัวเก่ง ใจดี ชอบอิสระ
สีเขียวมืด จะเป็นพวกขี้โกง ขี้อิจฉา
สีเขียวอมฟ้า เป็นพวกชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไว้วางใจได้ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น และแสดงถึงความสามารถในการรักษาโรค
สีเขียวขี้ม้า เป็นพวกชอบหลอกลวงต้มตุ๋น ขี้โกง และขี้เหนียว

6. สีน้ำเงิน เป็นสีของความสงบและสัจจะ การสื่อสารพลังจิต ความฉลาด ความมีอุดมคติ ขยันขันแข็ง ความสำเร็จ สามารถยืนหยัดอยู่บนขาของตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซื่อตรงจริงใจ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น มักจะเป็นพวกสมถะ แต่ใจคอหงุดหงิดง่าย
สีน้ำเงินขุ่น แสดงว่า ทัศนวิสัยถูกปิดกั้น กลายเป็นคนขี้กังวล และขี้ลืม

7. สีคราม เป็นสีของพลังจิตสัมผัสที่ 6 โทรจิต ความฉลาดล้ำลึก ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีความจริงใจ ชอบค้นหาสัจจะความจริงของชีวิต

8. สีม่วง เป็นพวกจิตละเอียดอ่อน เป็นตัวของตัวเอง มีสัมผัสที่ 6 ชอบทางสมาธิ และโน้มเอียงไปทางศาสนา ชอบเรื่องลี้ลับ คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีสีนี้ ผู้ที่มีสีนี้มักมีพลังจิตสูง แต่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริเวณท้อง เนื่องจากจักระช่วงบนพัฒนาล้ำหน้าจักระช่วงล่าง

9. สีน้ำตาล เป็นสีที่แสดงถึงความคิดแคบๆ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เห็นแก่ตัว ชอบคุยแต่เรื่องตัวเอง เป็นคนน่าเบื่อ สีน้ำตาลยังเป็นสีของจักระเท้า พลังธรณี และอดีตที่ผ่านมา ข้อดีของสีนี้คือ เป็นสีของความขยันขันแข็ง ความมีระเบียบ และอาจหมายถึงความมุ่งมั่นที่จะให้สู่จุดมุ่งหมายและความสำเร็จ

10. สีดำ หมายถึง การสิ้นสุด ซึ่งในที่นี้หมายถึง การสิ้นสุดของสถานการณ์หนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สถานการณ์ใหม่เข้ามา อาจหมายถึงการเกิดใหม่ หรือความล่าช้าก็ได้ บางครั้งอาจหมายถึง โรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรัง อิทธิพลมืด รวมถึงหมายถึงการปกป้องตัวเองจากพลังภายนอก หรือคนผู้นั้นอาจจะมีความลับ
ถ้าสีดำเกิดปะปนอยู่กับสีอื่นๆ เช่น สีแดง แสดงถึงความโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาท
สีดำปะปนกับสีเหลือง แสดงถึง ความคิดชั่วร้าย
สีดำปะปนกับสีเขียวหมายถึง ความคิดหักหลัง อิจฉา

11. สีขาว เป็นสีที่มีความสมดุล และสมบูรณ์แบบมากที่สุด จะปรากฏกับพวกนักบุญ พระ หรือผู้ฝึกสมาธิวิปัสสนาสม่ำเสมอ ถ้าปรากฏเป็นเส้นแสงสีขาวผ่านเข้ามาในแสง อาจหมายถึงข่าวสาร จากมิติอื่นเข้ามา รวมถึงคนทรงจะมีสีขาวเข้ามาในแสงระหว่างการเข้าทรง ผู้ที่มีสีขาวปรากฏอยู่ในออร่าหมายถึง กายแสงได้รับการชำระและฟอกให้บริสุทธิ์ หรืออาจหมายถึง สภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และบริสุทธิ์

12. สีเงิน หมายถึง แรงบันดาลใจ หรือข่าวสารข้อมูลจากโลกวิญญาณ หรือจากมิติอื่น

13. สีทอง เป็นพลังของจักรวาล หรือพลังจากเทพที่เข้ามาช่วยถ่ายโรคออกจากร่างกาย

14. สีเทา เป็นพวกขาดจินตนาการ คร่ำครึหัวโบราณ ยึดถือความคิดตนเป็นใหญ่ เจ้าระเบียบ
สีเทามืด ยิ่งมืดทึบมาก ยิ่งแสดงถึงอารมณ์ที่เหี่ยวเฉา สลดหดหู่ คนพวกนี้มักจะว้าเหว่
ถ้ามีจุดมืดสีนี้ในแสงแสดงถึงโรคอวัยวะที่มีปัญหา หรืออิทธิพลมืด
ถ้ามีจุดสีแดงอยู่ในเงามืดของแสง แสดงถึงความคิดแง่ลบ ได้แก่ ความเกลียดเคียดแค้น หรือแม้แต่อารมณ์ฆาตกร
สีเทาค่อนไปทางสีเงิน แสดงถึงว่า สมองซีกขวาได้รับการกระตุ้น ก่อให้เกิดจินตนาการและ สัมผัสที่ 6
สีที่ไม่ค่อยปรากฏอยู่ด้วยกันคือ สีน้ำเงินกับสีแสด ถ้าใครมีสองสีนี้อยู่ด้วยกัน จะเป็นคนที่น่าอิจฉา เพราะสีน้ำเงินเป็นสีของความสงบ และสีแสดเป็นสีของความสุข บุคคลนั้นจะมีทั้งความสงบและความสุขทางจิตใจ

ที่มา http://www.saengchandra.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=4&Id=437932

- 2008-05-16 3:52:50 โพสต์โดย : admin คนอ่าน 1,812 คน
หน้าแรก Tlcthai.comหน้าแรก Tlcthai.com close Trainning CenterTrainning Center Clip VDOClip VDO เกมส์เกมส์ GameGame ฟังเพลง Onlineฟังเพลง Online Pic PostPic Post TV OnlineTV Online Edu parkEdu park ผู้หญิงผู้หญิง โปรโมทเว็บไซต์โปรโมทเว็บไซต์ สาวสวย เซ็กซี่สาวสวย เซ็กซี่ การ์ตูนการ์ตูน ละครย้อนหลังละครย้อนหลัง ท่องเที่ยวท่องเที่ยว รายการทีวีย้อนหลังรายการทีวีย้อนหลัง ข่าวบันเทิง เกาหลีข่าวบันเทิง เกาหลี ข่าวเด่นข่าวเด่น ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล