[สังคม] เรียนสังคมศึกษา…ด้วยตำรานอกห้องเรียน

อุปสรรคหนึ่งที่นักเรียนหลายคน (รวมทั้งผู้เขียน) มักพบจากการเรียนวิชาสังคมศึกษา ก็คือเนื้อหาวิชาที่ดูห่างไกลจากชีวิตประจำวัน เป็นของแสลงสำหรับวัยรุ่น ทั้งยังมีเนื้อหากว้างขวางจนเรียกว่าสามารถสกัดนำเนื้อหาในวิชานี้ไปจำแนกเป็นสาขาวิชาต่างๆ ได้กว่า 6-7 คณะเลยทีเดียว ทั้งวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ
ดังนั้น การศึกษาและเตรียมสอบวิชาสังคมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในสายสังคมด้วยแล้ว การท่องจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอเป็นแน่ เนื่องจากการท่องจำทำให้มีโอกาสหลงลืมอยู่ได้เสมอ จึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางการศึกษาอย่างเข้าใจและเป็นระบบ โดยผู้เขียนขอเสนอวิธีปฏิบัติ และตั้งชื่ออย่างกะทัดรัดและง่ายต้องการเรียนว่า ยุทธศาสตร์การเอาชนะข้อสอบและพัฒนาหน่วยความจำในสมองแบบบูรณาการ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

ประการแรก ต้องเข้าใจในสภาพของวิชาสังคมศึกษาเสียก่อนว่ามีลักษณะอิงอยู่กับเหตุการณ์ ทฤษฎี มูลเหตุความขัดแย้ง รวมทั้งสภาพปัญหาในอดีตและปัจจุบันเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เนื้อหาวิชาจึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงในอดีตเช่น เดิมอังกฤษเคยเช่าเกาะฮ่องกง จนเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาได้ส่งมอบกลับคืนให้แก่ประเทศจีนดังเดิม โดยปกครองแบบหนึ่งประเทศสองระบบ หรือล่าสุดประเทศยูโกสลาเวียในประเทศยุโรปได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นประเทศเซอร์เบียและมอนเตรเนโกรตามเชื้อชาติของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ อันส่งผลให้ชื่อประเทศเดิมสูญหายไปทันที เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลข่าวสารที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสพลาดข่าวไปอย่างน่าเสียดาย และข่าวสารเหล่านั้นก็ย่อมมีโอกาสที่จะย้อนกลายมาเป็นข้อสอบ Admissions ได้เสมอ
อ่านมาถึงบรรทัดนี้คนที่ไม่ชอบเอาเสียเลยกับการต้องติดตามข่าวสารก็อย่าเพิ่งด่วนท้อใจเนื่องจากโดยมากข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยมักจะถูกอุดช่องว่างต่างๆ ไว้แล้วอย่างดี ดังจะเห็นจากข้อสอบมักจะให้วิเคราะห์สภาพสังคมทั่วไปหรือเหตุการณ์ในอดีตที่มีข้อยุติอย่างชัดเจนแล้วมากกว่าที่จะถามประเด็นเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงในปัจจุบันที่ยังไม่หยุดนิ่ง อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 1-2 สิ้นสุดแล้ว หรือประเภทลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญ ฯลฯ
ถึงอย่างไรก็ตาม ลักษณะของข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้ผู้ตอบรู้จักวิเคราะห์และใช้เหตุผลมากกว่าการท่องจำ เท่ากับว่าข้อสอบวิชาสังคมฯ สามารถทดสอบความเข้าใจของผู้สอบโดยถามถึงข่าวสารปัจจุบันได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของนักเรียนที่ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและพยายามต้องติดตามข่าวสารบ้างตามสมควร

ประการที่สอง คน intrend (เด็กแนวหูตากว้างไกล) จำเป็นต้องมีเครื่องมือหรือแหล่งค้นคว้า
นักเรียนหลายคนคงได้ชมภาพยนตร์เรื่อง ทวิภพ (ฉบับคุณสุรพงษ์ พินิจค้า) ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคล่าอาณานิคมรัชกาลที่ 4 – 5 ที่สังคมไทยอาศัยภูมิปัญญาความรู้เข้าต่อสู้กับศัตรู ผู้เขียนยกตัวอย่างชักแม่น้ำทั้งห้าเสียขนาดนี้เพื่อให้เห็นว่าภูมิปัญญาความรู้เป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ในปัจจุบันก็ตาม ด้วย Trend หรือทิศทางของสังคมโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็น สังคมอุดมปัญญา (Knowledge Based Society) (ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. หรือโมเดิร์นไนน์มักกล่าวถึงคำนี้อยู่บ่อยๆ – ผู้เขียน) เช่นเดียวกับที่สมัยนี้วัยรุ่นนิยมคำว่า In Trend หรือ เด็กแนว ทำนองนั้นเอง
วัยรุ่นหรือเด็กแนวอย่างนักเรียนนั้น โดยธรรมชาติย่อมให้ความสนอกสนใจในเรื่องแฟชั่นการแต่งกายหรืออุปกรณ์โทระข้อมูลข่าวสารไปพร้อมๆ กัน
แนวทางหนึ่งที่นักเรียนสามารถบริโภคสื่อและนำมาประยุกต์กับการเรียนวิชาสังคมศึกษาได้อย่างไม่ยากเย็นและปฏิบัติได้จริง มีดังนี้
ขั้นตอนแรก เลือกบริโภคสื่อ นักเรียนส่วนใหญ่ที่นิยมชมรายการโทรทัศน์อยู่แล้วสามารถหาโอกาสรับชมรายการข่าวภาคค่ำซึ่งเป็นรายการงานการสรุปวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้เวลาเพียงไม่เกินวันละ 20 นาที นอกจากนี้ อาจหาโอกาสสนทนากับพ่อแม่ผู้ปกครองและเพื่อนฝูงในประเด็นข่าวต่างๆ โดยบางข่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราโดยอ้อม แต่ข่าวบางเรื่องนั้นก็ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น ข่าวการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก ส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนต้องเสียค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น หรือข่าวเหตุการณ์ธรณีวิบัติภัยคลื่นยักษ์สึนามิที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนทั้งชาติ เป็นต้น ทีนี้พอจะเริ่มเห็นบ้างไหมครับว่า ข่าวต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สนุกและมีสีสันของชีวิตกว่าที่เคยคิดทีเดียว?
ขั้นตอนที่สอง อ่านหนังสือให้ถ้วนทั่ว ธรรมชาติของวัยรุ่นทั่วไปย่อมให้ความสนใจต่อข่าวคราวของบุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ นักแสดง นักกีฬา ฯลฯ อยู่แล้ว ทำให้นิตยสารแทบทุกประเภท แม้แต่นิตยสารวัยรุ่นล้วนมีพื้นที่คอลัมน์ข่าวสารแทรกอยู่ทั้งสิ้น การกวาดสายตาอ่านคอลัมน์ต่างประเทศ ภูมิภาค หรือสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมบ้างก็จะทำให้นักเรียนอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป ทั้งช่วยให้เปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างไกลอีกด้วย สื่อต่างๆ นี้รวมถึงในเว็บไซต์วัยรุ่นยอดนิยมต่างๆ ด้วยเช่น
www.sanook.com เป็นต้นที่มีข่าวสารทันเหตุการณ์บรรจุไว้ เพียงแต่เราต้องเพิ่มความสนใจบ้างสักนิดเท่านั้นเอง
ขั้นตอนที่สาม ข่าวใกล้ตัวต้องสะสม ขั้นตอนนี้อาจเพิ่มภาระขึ้นบ้าง แต่ไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสจนเกินไป นั่นคือให้นักเรียนหาซื้อเก็บหนังสือพิมพ์ฉบับวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ไว้ก่อนโดยเลือกตัดเก็บหน้าสรุปเหตุการณ์ข่าวในรอบปี อย่าเพิ่งนำไปชั่งกิโลขาย เพราะข่าวเก่าเก็บเหล่านี้มีโอกาสไม่น้อยที่จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลวิชาสังคมศึกษาในอนาคต

ประการที่สาม หาตัวช่วยจำ
วิธีนี้สามารถใช้กับการจดจำชื่อนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ ทำให้จดจำได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม หากนักเรียนลองสังเกตไปรอบๆ ตัวเรา ก็จะพบว่าในแต่ละวัน กิจวัตรประจำวันของเราล้วนต้องอาศัยสิ่งประดิษฐ์หรือสินค้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจัยสี่ ทีนี้…ลองสังเกตตัวอย่างชื่อของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ดูครับ
Charl Goodyear, Louis Braille, Heinrich Rudolf Hertz
ถ้านักเรียนอ่านชื่อสกุล แล้วรู้สึกคุ้นเคยเหมือนได้ยินล่ะก็ นั่นแสดงว่านักเรียนเริ่มสะสมความรู้ไว้ดีระดับหนึ่งแล้วครับ ขอให้พยายามต่อไป ตัวอย่างชื่อทั้งสามนี้เป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทั้งมีการผลิตสินค้าต่างๆ จำนวนมากที่อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยคนแรกเป็นผู้ประดิษฐ์ยางรถยนต์ คนที่สองเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตา (อักษรเบลล์) และคนสุดท้ายนั้นเป็นผู้คิดค้นระบบคลื่นวิทยุนั่นเอง
การรู้จักสังเกตของนักเรียนก็ถือเป็นหลักการเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นที่ต้องอาศัยการู้จักฝึกฝนสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวและนำไปสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุด วิธีใช้ตัวช่วยจำอีกข้อหนึ่ง ก็คือการใช้หนังสือแผนที่โลกของเรา (World Atlas – จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์-Phillips) หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งแก่นักเรียนในฐานะที่เป็นแหภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์สังคม ประชากรเศรษฐกิจ การเมืองต่างๆ ไว้เป็นภาพสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนและง่ายต่อการจดจำยิ่งกว่าการอ่านจากแบบเรียนเพียงอย่างเดียวและต้องใช้จินตนาการนึกภาพเอาเอง

ประการที่สี่ ทำการวิเคราะห์ตั้งคำถาม ในแง่ยุคสมัยของเหตุการณ์ในอดีต จำพวกสงคราม ความขัดแย้ง การจัดตั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือลัทธิ ค่านิยมต่างๆ ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการจดจำส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนขอเสนอให้ลองทำบันทึกย่อประกอบการทบทวนเนื้อหาไปด้วย นอกจากนี้ถ้าจะศึกษาวิชาสังคมศึกษาให้สนุกสนานเพิ่มขึ้น อาจลองคำนวณปีคริสตศักราชที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งสงคราม การปฏิวัติอุตสาหกรรม ฯลฯ โดยบวกตัวเลข 543 เข้ากับปีคริสตศักราช ก็จะได้เป็นตัวเลขของปีพุทธศักราชไทย จากนั้นให้เทียบกันดูว่าในช่วงเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17-19 นั้น ยุคสมัยของประเทศไทยเรามีพัฒนาการไปอย่างไรบ้าง? สภาพสังคม สภาพปัญหามีความคล้ายคลึงร่วมหรือแตกต่างกันอย่างไร เพียงใด? อาทิเช่น บทบาทของ ศาสนจักรและอาณาจักรทยอยลดบทบาทการเมืองการปกครองลง ขณะที่ภาคประชาชนเองเป็นกลไกในการปกครองที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น หรือชนวนปัญหาของสงครามในภูมิภาคต่างๆ ล้วนมาจากความขัดแย้งชิงชังในเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง รวมทั้งการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ ฯลฯ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางปัจจุบันซึ่งดำเนินมาเป็นเวลากว่าสองปี ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักซึ่งยังไม่ยุติลงอย่างเด็ดขาด แต่บทบาทขององค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะสหประชาชาติ (United Nations) กลับไม่สามารถแสดงออกซึ่งความเด็ดขาดอย่างเต็มที่ ผิดกับนานาชาติซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้งที่สนับสนุนและคัดค้านสหรัฐอเมริกาในการส่งกองกำลังเข้าปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ซึ่งนักเรียนสมควรติดตามบทบาทของประเทศไทยในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
กล่าวโดยสรุป การศึกษาและทบทวนเนื้อหาวิชาสังคมศึกษาจำเป็นต้องอาศัยรากฐานที่จำเป็นเสียก่อน คือการอ่านเนื้อหาและฝึกฝนทำข้อสอบเก่าที่ผ่านมา นอกเหนือจากนั้นเป็นเคล็ดลับของแถมที่ช่วยจดจำและทำให้ติดตามข่าวสารได้อย่างเพลิดเพลินยิ่งขึ้นและไม่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป ทั้งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนหรือว่าที่นิสิตนักศึกษาใหม่ต้องกระตุ้นตนเองให้เริ่มหว่านพืชเสียแต่วันนี้ เพื่อหวังผล (สำเร็จ) ในภายภาคหน้า

สังคม
- 2007-12-4 7:51:54 โพสต์โดย : admin คนดู 792 คน