เจาะตำนาน”หลวงปู่เทพโลกอุดร” ผู้เป็นบรมครูของเหล่าสุดยอดเกจิชื่อดังในเมืองไทย

เจาะตำนาน”หลวงปู่เทพโลกอุดร” ผู้เป็นบรมครูของเหล่าสุดยอดเกจิชื่อดังในเมืองไทย 

เจาะตำนาน"หลวงปู่เทพโลกอุดร" ผู้เป็นบรมครูของเหล่าสุดยอดเกจิชื่อดังในเมืองไทย

เจาะตำนาน”หลวงปู่เทพโลกอุดร” ผู้เป็นบรมครูของเหล่าสุดยอดเกจิชื่อดังในเมืองไทย

ปริเฉทสาม

เริ่มสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 4 ประมาณเมื่อปี พ.ศ. 2395 ในขณะที่พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ หรือพระองค์เจ้ายอดยิ่งประยุรยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร (ประสูติ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 10 แรม 2 ค่ำ ปีจอสัมฤทธิศก จุลศักราช 1200 พุทธศักราช 2381 ในรัชกาลที่ 3 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอ นับเป็นพระราชโอรสองค์ต้นในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาเอม) ทรงพระชนมายุได้ 14 พรรษา เป็นการปรากฏทั้งคณะพระธรรมฑูต มีดังนี้

 

คณะพระธรรมฑูต

คณะพระธรรมฑูต

 

1. พระอุตตรเถระ เรียกกันว่า พระครูโลกอุดร หรือหลวงปู่ใหญ่ หรือหลวงพ่อดำ ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เรียกท่านว่า “พระโลกอุดร”

2. พระโสณเถระ เรียกกันว่า พระครูโลกอุดร เช่นกัน ฉายานาม หลวงปู่ขรัวตีนโต ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เรียกท่านว่า “พระโสอุดร”

3. พระมูนียะ เรียกกันว่า หลวงปู่โพรงโพธิ์ หรือท่านอิเกสาโร หรือหลวงปู่เดินหน

4. พระฌานียะ เรียกกันว่า หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า

5. พระภูริยะ เรียกกันว่า หลวงปู่หน้าปาน

ทราบโดยญาณว่า พระอิเกสาโรเป็นศิษย์พระโสณเถระ ส่วนอีกสองท่านจะเป็นศิษย์พระอุตตรเถระหรือพระโสณเถระยังไม่แจ้งชัด เพียงอาจารย์ผมบอกว่าท่านพระฌานียะ ยังมีอายุแก่กว่าพระอุตตรเถระด้วยซ้ำไป หลวงปู่ขรัวขี้เถ้ากับหลวงปู่หน้าปานจะจบกิจเป็นพระอรหันต์หรือยัง มิอาจทราบได้ เพียงท่านหายไปตอนแรกอาจเป็นเพียงอรหัน (ตามคำวิเคราะห์ศัพท์ในตอนต้น) จึงต้องมาสร้างบารมีเพิ่มในรูปของหลวงหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ก็คือท่านขรัวขี้เถ้าเผาแหลก มีอะไรท่านเผาหมด เป็นปริศนาธรรมอันหนึ่งว่า “ตูนี่แหละคือขรัวขี้เถ้า” ท่านแปรธาตุแบบสำนักโลกอุดร เป็นกบเลี้ยงลูกศิษย์ จึงมีฉายาว่า หลวงพ่อกบ กล่าวกันว่าเมื่อท่านมรณภาพแล้วนำใส่โลงศพ ได้เกิดหายไปไม่มีร่องรอย ก็จะเห็นท่านตามจริงเสียเมื่อไร ที่เห็นนั่นเป็นเพียงกายธรรมเท่านั้น

ส่วนอีกท่านหนึ่งมาในนามของหลวงพ่อโอภาสี หรือพระมหาชวน แห่งอาศรมบางมด ท่านก็บอกว่าพระมหาชวนตายไปแล้ว ท่านเป็นพระสำเร็จมาอาศัยร่างเพื่อสร้างบารมีต่อ ปริศนาธรรมของท่านก็คือ มีพระบรมสาทิศลักษณ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 คนก็ตีความไปต่างๆ นาๆ ว่า รัชกาลที่ 5 มาเกิดบ้าง ก็เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2453 ท่านพระมหาชวนเกิดก่อน แล้วความจริงก็คือ “ตูนี่แหละพระเทพโลกอุดร องค์ที่ 5” ก็เท่านั้น

พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ น่าจะสร้างบารมีต่อเนื่องมาแต่ปางบรรพ์ ทรงมีธรรมาพิสมัยแต่ครั้งยังเยาว์วัย นอกจากจะทรงสนพระทัยในวิทยาการทางอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ การฝีมือ ยุทธศาสตร์ วิชาการฟ้อนรำ ตลอดจนถึง ทรงสนพระทัยในวิปัสสนากรรมฐานแต่เยาว์วัย ขณะที่พระชนมายุเพียง 14 พรรษา ฝึกฝนจนอินทรียพละแก่กล้าพอควรหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร (พระอุตตรเถระ) เห็นว่าเจ้าชายท่านนี้เคยเป็นศิษย์ในความอุปการะกันมา จึงมาเข้านิมิตสอนธรรมกรรมฐานโดยต่อเนื่องในสภาพกายทิพย์ (มองเห็นได้ด้วยตาใน) จนเห็นว่าบรรลุขั้นทิพยจักษุแล้ว จึงปรากฏเป็นกายธรรมมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ และสามารถใช้ผัสสะจับต้องได้ โดยที่ผู้ศึกษาไม่ถึงจะตู่ว่าเป็นองค์จริงแทบร้อยทั้งร้อย นั้นคือความไม่รู้จริงแล้วคิดว่ารู้ สำหรับเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาอุปราชแห่งพระราชวังหน้า ก็มิได้ทราบความจริงเท่าใดนัก เพียงแต่กล่าวกันว่าพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ มักจะหายไปคราวหนึ่งๆ ประมาณ 15-20 วัน คงมีแต่เจ้าจอมมารดาเอม ซึ่งเป็นพระชนนีที่ทราบความเป็นไป ต่อมาพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศได้รับพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็น สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ตำแหน่งวังหน้า และในการที่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ) เสด็จทิวงคตด้วยโรควักกะ (ไต) พิการ ในปี พ.ศ. 2428 นั้น ท่านก็มิได้ทิวงคตจริง แต่หลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดรหรือหลวงปู่ดำพาไปอยู่ด้วย และเสกใบพลูแทนตัวไว้ เรื่องออกจะเหลือเชื่อแต่ก็น่าเชื่อเพราะปรากฏหลักฐานยืนยันจาก ท่านอาจารย์ชาญณรงค์ ศิริสมบัติ หรือท่านอภิชิโต ภิกขุ ที่ได้ไปพบท่านวังหน้าที่สำนักพระเทพโลกอุดร แต่ไม่ใช่ถ้ำวัวแดงอย่างที่เล่าลือกัน โดยท่านวังหน้ากับท่านพระอาจารย์แจ้งฌาณ 2 รูปนี้ เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดวิชาให้ ท่านอภิชิโต ภิกขุ มักเรียกว่า “ครูฝึก” ซึ่งโดยปกติหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดรจะมิได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้โดยตรง ต่อเมื่อเรียนจบขั้นหนึ่งๆ แล้วท่านจะต้องทดสอบความรู้และรับรองให้เรียนขั้นสูงต่อไป นับถึงปัจจุบันหากท่านวังหน้ายังดำรงชีวิตอยู่ จะมีอายุประมาณ 150 ปีเศษ ท่านรู้จักผมดี เรียกผมว่า “โยมประถม”

ท่านอภิชิโต ภิกขุ ได้ให้ช่างวาดภาพท่านวังหน้า (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ) ด้วยถ่านเครยอง มองเห็นครั้งแรกเกิดความสนใจคิดว่าเป็นภาพหลวงปู่ใหญ่เพราะเป็นภาพของบรรพชิต แต่กลับเป็นภาพของท่านวังหน้า ส่วนภาพหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดรที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพียงภาพของพระอิเกสาโรหรือหลวงปู่โพรงโพธิ์ พระเทพโลกอุดร องค์ที่ 3 เคยมีผู้นำภาพถ่ายขนาดเล็กมาให้ชม ท่านเขียนเป็นภาษาขอมว่า “ไตรโลกอุดร” หมายถึง พระเทพโลกอุดร องค์ที่ 3 ผมเคยเรียนถามหลวงปู่ว่าในการอธิษฐานจิตพระพิมพ์โลกอุดรกรุแรก ซึ่งบรรจุในเจดีย์วัดบวรสถานสุธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า หลวงปู่ได้มาในสภาพของกายทิพย์ หรือกายธรรม ท่านตอบว่าท่านอยู่ในรูปแห่งกายธรรม ถามท่านว่าปัจจุบันเหตุใดท่านไม่เสด็จมาในรูปกายธรรมอีก ท่านหัวเราะตอบว่าคนเราในสมัยปัจจุบันไม่เหมือนกับคนในสมัยก่อน

บุคลิกภาพและจริตแห่งพระเทพโลกอุดร

พระเทพโลกอุดรทั้ง 5 พระองค์ ท่านไม่ใช่คนไทย เป็นชาวเนปาล แต่ละองค์มีจริตและบุคลิกภาพแตกต่างกัน ผู้ที่อวดรู้เห็นยากที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นพระเทพโลกอุดรองค์ไหน ดีไม่ดีไปพบหลวงปู่แจ้งฌาน คิดว่าเป็นพระเทพโลกอุดรเข้าก็อาจเป็นได้ หลวงปู่ท่านนี้ได้อภิญญาโลกีย์และเป็นพระสำเร็จ ชอบท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง นอกจากท่านอภิชิโต ภิกขุแล้ว ยากที่ผู้อื่นจะดูออก ท่านอภิชิโต ภิกขุ มักจะสัพยอกครูฝึกว่า “นี่คนหรือผีกันแน่ เห็นมากี่สิบปีร่างกายก็คงเดิมไม่แปรเปลี่ยน” สมัยยังมีการใช้รถราง บางครั้งก็จ๊ะเอ๋กันในรถราง ก็ยังเคยถามท่านอภิชิโต ภิกขุ ว่าตามที่เขาลือกันว่าหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งเป็นสานุศิษย์สายพระโลกอุดร ไม่มรณภาพจริง อาจารย์เคยพบบ้างไหม

ท่านตอบว่า ไม่เคยพบ เป็นอันแสดงว่าสายของพระเทพโลกอุดรมีอยู่หลายสายด้วยกัน และยังแยกออกเป็นสายในดงและสายนอกดงสาย ในดงคือไปศึกษาความรู้จากองค์ท่าน สายนอกดงนำมาสอนกันสืบต่อไป อาจเป็นทั้งฆราวาสและบรรพชิต เช่น อาจารย์พัว แก้วพลอย, อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว, อาจารย์ชม สุคันธรัต เป็นต้น พยายามศึกษาให้แตกฉานนะครับ อย่าเขียนเรื่องเรื่อยเปื่อยจะเป็นบาป หลวงปู่ท่านเคยตำหนิว่ามีชายแก่นำชื่อท่านไปขาย ถามว่าเป็นตัวผมหรือเปล่า ท่านว่าไม่ใช่ ที่ผมทำไปนั้นถูกต้องแล้ว

องค์ที่หนึ่ง พระอุตตรเถระ หรือหลวงปู่ใหญ่ คือหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร ลักษณะรูปร่างสันทัด ผิวกายค่อนข้างดำคล้ำ จึงมีฉายาว่า “หลวงพ่อดำ” มีจิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์เจ้า บรรลุอภิญญาหก แต่ในบทสวดกล่าวว่าเตวิชโชคือวิชชาสาม ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับปฏิสัมภิทาญาณ แต่ในบทสวดก็กล่าวว่าท่านบรรลุซึ่งปฏิสัมภิทาญานเช่นกัน ท่านได้วางหลักสูตรในการฝึกสมาธิซึ่งเรียกว่า “วิทยาศาสตร์ทางใจ” มิใช่วิชาไสยศาสตร ์และมิใช่มายากล ศิษย์ในดงนอกดงสามารถแปรธาตุได้ เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, ท่านอภิชิโต ภิกขุ, อาจารย์พัว แก้วพลอย, อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว และหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นต้น

ท่านเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์และเภสัชกรรม ใจดีประกอบด้วยเมตตา มีอารมณ์ขัน หากจะกล่าวถึงหัวหน้าคณะพระธรรมฑูตซึ่งเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสุวรรณภูมิแหลมทอง คงได้แก่ พระโสณเถระ ซึ่งท่านเป็นน้องชายพระอุตตรเถระ แต่บรรลุอรหันต์ก่อนพี่ชาย บทบาทของพระอุตตรเถระจึงไม่ค่อยมีปรากฏ และพระโสณเถระก็บรรลุปฏิสัมภิทาญาณเช่นกัน มิฉะนั้นจะสอนพระศาสนาแก่คนต่างชาติได้อย่างไร ปฏิสัมภิทาญาณสี่ มีดังนี้

1. อัตถปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในอรรถ เข้าใจถืออธิบายอรรถแห่งภาษิตให้พิศดาร และ เข้าใจคาดคะเนล่วงหน้าถึงผลอันจักมีเข้าใจผล

2. ธรรมปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในธรรม เข้าใจถือเอาใจความแห่งอธิบายนั้นๆ ตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อขึ้นได้สาวเหตุในหนหลังให้เข้าใจเหตุ

3. นิรุตติปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในภาษา และรู้จักใช้ถ้อยคำ ตลอดจนรู้ถึงภาษาต่างประเทศ

4. ปฏิภาณสัมภิทา คือ ความแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบ เข้าใจทำให้สบเหมาะในทันทีหรือในเมื่อเหตุเกิดขึ้นโดยฉุกเฉินหรือกล่าวตอบโต้ได้ทันท่วงที

ท่านมีสภาวะจิตที่รวดเร็วมากเพียงนึกถึงท่าน ท่านจะบอกให้นิมิต “เมื่อเจ้าต้องการพบเรา เราก็มา เรามาจากทางไกล” ด้วยความรวดเร็วยิ่งในการตรวจพิมพ์ของท่าน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าท่านเป็นบรมครูพระเทพโลกอุดร ท่านอภิชิโต ภิกขุ มอบให้เป็นสมบัติ บอกว่าอาจารย์ท่านคือหลวงปู่ดำเสกให้ เคยทดลองให้ท่านอาจารย์วิเชียร คำไสสว่าง ชีปะขาวผู้ทรงคุณกำหนดจิตดูท่านอาจารย์บอกว่าพระนี้ว่องไวและรวดเร็วยิ่ง ต่อมาเพื่อเป็นการพิสูจน์ทดสอบ ได้นำพระพิมพ์ที่ว่านำไปตรวจสอบกับพระพิมพ์โลกอุดรกรุวังหน้า ปรากฏว่าเหมือนกันทุกประการ

องค์ที่สอง พระโสณเถระ หรือหลวงปู่ขรัวตีนโต รูปกายสูงใหญ่ ผิวดำ ทรงคุณสมบัติเช่นองค์ที่หนึ่ง เว้นแต่วิชาแพทย์ ใจดี เยือกเย็นประกอบด้วยเมตตาธรรม ชอบผาดโผน เหินฟ้านภาลัยโขดเขินเนินไศลเป็นที่สัญจร

องค์ที่สาม พระมูนียะ หรือพระอิเกสาโร, หลวงปู่โพรงโพธิ์, หลวงปู่เดินหน ล้วนเป็นองค์เดียวกัน มีบุคลิกภาพอันสง่างามปรากฏตามภาพซึ่งใช้บูชากันอยู่ในปัจจุบัน เชี่ยวชาญในวิชาแปรธาตุ เป็นผู้คงแก่เรียน ชอบเจริญอสุภกรรมฐาน 10 มักสร้างรูปบูชาเป็นโครงกระดูก พูดน้อยค่อนข้างเคร่งขรึมคล้ายดุ แต่ก็ไม่ดุ เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ห่มจีวรสีหมองคล้ำ หากปรากฏภาพในนิมิตมักจะปรากฏเส้นเกสายาวจรดเอวทีเดียวแสดงว่า “อิเกสาโร” (เกสา แปลว่า เส้นผม) ท่านมีบทบาทไม่น้อย ตามความรู้สึกน่าจะมีบทบาทมากกว่าองค์อื่นๆ ด้วยซ้ำไป

องค์ที่สี่ พระณานียะ หรือหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ท่านมีรูปกายค่อนข้างสูงใหญ่ ขนตาดกยาวแปลกกว่าองค์อื่น มีอำนาจ แต่ขี้เล่นใจดี นิมิตไม่แน่นอนอาจเป็นรูปพระภิกษุ ท่านจะชื่ออะไรไม่ทราบแต่แปรธาตุเสกใบมะม่วงเป็นกบนำมาพร่า ยำ เลี้ยงสานุศิษย์ เลยเรียกกันว่าหลวงพ่อกบ ท่านมาสร้างบารมีต่อ ปริศนาธรรมคือขรัวขี้เถ้าเผาแหลกมีอะไรเผาหมด แบบเถ้าสู่เถ้า ผงคลีสู่ผงคลี ดินจะใหญ่สักปานใดมันก็ไม่พ้นจากความเป็นขี้เถ้าหรอก ในที่สุดท่านก็มรณภาพและสานุศิษย์นำใส่โลงศพรอวันเผา หลวงปู่เกิดหายไปไร้ร่องรอย เลยไม่มีการฌาปนกิจศพ

องค์ที่ห้า พระภูริยะ หรือหลวงปู่หน้าปาน บางคนก็เรียกท่านว่า หลวงปู่แก้มแดง เคยเรียนถามท่านอภิชิโต ภิกษุ ท่านบอกว่าขรัวหน้าปานองค์นี้สำเร็จปรอท ล่องหนย่นระยะทางเก่ง ถ้าท่านเอาลูกปรอทมาอมทางแก้มซ้าย ทางด้านซ้ายจะแดง ถ้าเปลี่ยนเป็นอมทางแก้มขวา ทางด้านขวาจะแดง จึงเกิดถกเถียงกันไม่รู้จบ ท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า มาสร้างเสริมบารมีในระยะเวลาเดียวกัน โดยอาศัยร่างท่านพระมหาชวนหรือหลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด ท่านเป็นพระภิกษุทรงศีล เมื่อมีผู้ซักถาม ท่านก็บอกตามตรงว่าพระมหาชวนได้ตายไปแล้ว อาตมาเป็นพระสำเร็จมาอาศัยร่างสร้างบารมีต่อ

วิธีบูชาหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร

จะเป็นภาพถ่ายหรือรูปหล่อของหลวงปู่ท่าน หรือพระพิมพ์ที่หลวงปู่ท่านได้อธิษฐานจิตไว้ ย่อมใช้ได้ทั้งสิ้น หลวงปู่ท่านโปรดผู้ประพฤติอยู่ในศีลธรรม ชอบอาหารมังสะวิรัติ ชอบฟังคำสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ชอบบูชาด้วยดอกมะลิสด น้ำฝน 1 แก้ว เทียนหนักหนึ่งบาท 1 คู่ ธูปหอม 5 ดอก (คณะหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร 1. หลวงปู่พระอุตตรเถระเจ้า 2. หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า 3. หลวงปู่พระมูนียเถระเจ้า (หลวงปู่อิเกสาโร) 4. หลวงปู่พระฌาณียเถระเจ้า (หลวงปู่ขรัวขี้เถ้า หรือหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา) 5. หลวงปู่พระภูริยเถระเจ้า (หลวงปู่หน้าปาน หรือหลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด วัดโอภาสี กรุงเทพฯ) การปฏิบัติธรรมสังวรณ์ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยศีล 5 เป็นอย่างน้อย ย่อมเป็นสิ่งพึงพอใจของหลวงปู่ และทั้งยังให้ความสุขความเจริญทั้งคดีโลกและคดีธรรมแก่ผู้ปฏิบัติ

ที่มา – social.news-lifestyle