หอยสังข์

image

image

image

image

image

 

ถ้าเรามองรอบ ๆ ตัวเรานั้นจะไม่เห็นสังข์ เพราะสังข์เป็นหอยทะเล สังข์เป็นความเชื่อถือว่าเป็นมงคลของคนไทยและเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาช้านานในอินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และเขมร ล้วนนับถือสังข์กันทั้งหมดสิ้นโดยเฉพาะในยุคเวลาแห่งศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์แผ่ไพศาลด้วยแม่บทและกฎเกณฑ์แห่งสังคมที่เคร่งครัดการแบ่งชนชั้นวรรณะแห่งเผ่าพันธุ์ย่อมมีโดยทั่วไปยิ่งในโลกยุคเก่าใบเดิม กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และเผ่าพันธุ์ผสมถือเป็นชนชั้นต่ำกว่าปกติ สวรรค์ในอก นรกในใจ ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่ฟังง่ายเข้าใจยากในศาสนา ย่อมแบ่งความดีและความเลวไว้คนละฟากกัน แต่คนเลวก็ไม่เคยได้ดี แม้นจะให้คนเลวทำดีก็ดูจะเหมือนเป็นคนละฟากขนาบฟ้ากับดิน แต่ที่สำคัญกว่านั้นดีเลวใครเป็นผู้กำหนด ศีลและธรรมจึงเป็นเสมือนดินแดนแห่งเขตแดนที่กำหนดไว้เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ในอินเดียดูเหมือนชนเผ่าดั้งเดิมจะนับถือสังข์มาแล้วว่าเป็นมงคลสำหรับชีวิตและเด่นชัดมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการกำหนดรูปแบบให้องค์มหาเทพสำคัญ คือ องค์พระนารายณ์ให้พระหัตถ์ขวาทรงถือสังข์ อันหมายถึงชัยชนะที่ มิรู้จบสิ้น คนไทยถือสังข์มานานนับแต่มียุคศาสนาที่เผยแผ่เข้ามาสู่สุวรรณภูมินี้  หพระพุทธรูปรุ่นแรกกำหนดให้มีพระศกขมวดเส้นพระเกศาเป็นก้นหอย แต่ก็มิได้บอกว่าเป็นหอยอะไร แต่สัญญาณก็พอจะอนุมานอย่างไม่ละเอียดว่าน่าเชื่อว่าจะเป็นหอยสังข์ ซึ่งคนโบราณมักเรียกว่า สังข์ มากกว่า หอยสังข์ เป็นหนึ่งใน  วรรณกรรมของไทยเรื่อง สังข์ทอง อันเนื่องมาจากปัญญาชาดกเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์จุติลงมา ปฏิสนธิในครรภ์นางจันทามเหสีฝ่ายขวาของท้าวพรหมทัตตามท้องเรื่องนั่นเอง เป็นต้น ไม่มีเรื่องของหอยสังข์และดูเหมือนสังข์จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบ สวย รวย แห่งองค์พระแม่ศรีอีกด้วยซ้ำไป สังข์จึงกำหนดเป็นรูปเหรียญกษาปณ์ของโลกยุคเก่าในดินแดนพม่าเมืองพุกาม และสยาม ซึ่งมีเรื่องราวอยู่ในหนังสือสาส์นสมเด็จลงฉบับวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ในสาส์นสมเด็จฉบับดังกล่าวว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเขียนเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งได้ถ่ายรูปฉายาลักษณ์เงินเหรียญสังข์ซึ่งมีการขุดพบในแถวพระปฐมเจดีย์กับที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี  ส่งไปพิพิธภัณฑสถานอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า British Museum ณ กรุงลอนดอน ได้รับคำตอบมาว่าเงินตราอย่างนั้นขุดพบแต่ที่เมืองพุกามที่เดียว เรื่องของเงินตราสังข์นี้เป็นเรื่องสำคัญของนักวิชาการในยุคนั้นสมัยนั้นจึงทำให้เราทราบรูปแบบของสังข์แห่งแผ่นดินที่มีตำนานมายาวนานนับได้ ๑,๐๐๐ ปี เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ยังพบสังข์เป็นตราตอกประจำเงินพดด้วงในสมัยอยุธยาตอนต้นและสมัยสุโขทัยอีกเป็นจำนวนมาก แหล่งโบราณคดีแม่น้ำเจ้าพระยาจึงแสดงว่าสังข์ได้เข้ามาอยู่ในความรู้จักมาช้านานแล้ว เรื่องของสังข์นี้ผู้เขียนเองเคยเดินทางไปเมืองพุกาม เมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้ว แล้วก็พบเห็นสังข์วางขายทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีถามว่าอะไรชาวพม่ายุคปัจจุบันบอกว่า คะยุ หรือคะยู่ ออกเสียงทำนองนี้ไม่ทราบว่าจะผิดถูกอย่างไร ก็เลยถามอีกว่า คะยุแบบนี้มีอีกไหมขอซื้ออีก ๒-๓ ขอน ปรากฏว่าเด็ก ๆ แถวนั้นปั่นจักรยานไปหามาให้ได้อีก ๕ ตัว ซึ่งนับว่าหนักมากสำหรับการขนสังข์กลับเมืองไทย สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด ผู้เขียนได้ถามชาวบ้านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่น้ำ ผมเองก็ออกจะงงมากเพราะทราบกันดีว่า สังข์ นั้นเกิดในมหาสมุทรมิได้เกิดในแม่น้ำแต่เมื่อได้ถูกยืนยันก็เก็บเอาความคิดของ กินดี อยู่ดี เที่ยวฟรี มีเกียรติ เก็บไว้ก่อนเพื่อเป็นการบ้านเพราะของเหล่านี้ย่อมมีที่มาที่ไปก็สังข์พม่าแท้กลับมาอีก ๕-๖ วันก็เป็ไทยอย่างหน้าตาเฉยก็เป็นไปได้ สังข์ย่อมเป็นสิริและมงคลดังจะเห็นได้จากรอยพระพุทธบาทตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยาและยุครัตนโกสินทร์จะมีรูปสังข์ประดับอยู่ทั่วไปยิ่งในลักษณะของมงคลแปดประการอันประกอบไปด้วยสิ่งมงคลแปดอย่างคือ สังข์ จักร คทา อันเป็นเทพศัสตราวุธของพระนารายณ์ที่มีสืบเนื่องยาวนั้นมิได้เสื่อมสูญไปอย่างไร ในขันล้างหน้าครอบน้ำพุทธมนต์ของวัดชนะสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๐ กว่า ๆ นั้นยังปรากฏรูปธงสามชายสังข์ เทวดา ธรรมจักร ขอช้าง พระพุทธรูปเทวดา คทาและพานแว่นฟ้า อุณาโลม หม้อน้ำ และพระโค ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลสำหรับความเชื่อของคนไทยในยุคนั้น แท้จริงสังข์แต่เดิมมีถิ่นกำเนิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกตั้งแต่ชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาทางหมู่เกาะอินเดียตะวันออกจนถึงโบลินีเซีย เปลือกสังข์แต่เดิมมีสีน้ำตาลอ่อน ๆ มีขนบาง ๆ เมื่อเปลือกเดิมหลุดกะเทาะออกจะเห็นเปลือกด้านในสีขาวสุก ๆ สดใส เงางามอันเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ไร้มลทิน เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปและเป็นสีมงคลแห่งชีวิตที่เริ่มต้นสังข์ยังหมายถึงเครื่องราช   กกุธภัณฑ์เป็นสัญลักษณ์ถึงการเดินทางที่ราบรื่นในด้านภาษาสังข์คืออักษรมงคล คือตัวอุ หรือตัวโอม อันหมายถึงพระพุทธเจ้าก็ได้ หมายถึงเทพเจ้าอันเป็นมหาเทพก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งมงคลทั้งสิ้นซึ่งพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก็ยังใช้ตราอุณาโลมจารลงบนปากสังข์ ซึ่งต่อมาคือพระมหาสังข์ซึ่งบุหรือเลี่ยมด้วยทองคำเนื้อเก้า คือทองบางสะพานที่เราเรียกกันจนติดปากว่าทองนพคุณ ซึ่งการเลี่ยมนี้เป็นงานฝีมืออย่างเอกเหลือผู้ที่ทำได้ดีเหลือน้อยเต็มทีที่สังข์มักประดับด้วย ดอกมะเขือติดนพรัตน์ลงยาสีแดง เขียว พร้อมพานมังสีสำหรับสังข์สำคัญโดยเฉพาะ คนไทยใช้สังข์ในงานมงคลตั้งแต่เกิดคือพิธีรดน้ำสังข์ประสาทพรในงานพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวหรือพิธีโสกันต์เกศากันต์โกนจุก ตัดจุก ซึ่งประกอบด้วยกันไทรคร่ำทองมีดหรือพายสามกษัตริย์ (ทอง นาก เงิน) คือด้ามมีดทำจากโลหะ ๓ ชนิด    ถือเป็นมงคล ครอบน้ำเทพมนต์หรือพุทธมนต์ปนกันได้ ถาดล้างหน้าแหวนหัวมณฑป สังข์พานมังสี เหล่านี้เป็นของมงคลซึ่งเป็นของพิธีโสกันต์ถึงโกนจุกตัดจุก ก็สุดแต่ฐานะของสังคมว่าผู้นั้นเป็นใคร แต่ถ้าเป็นชาวบ้านผู้รักษาวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัดอย่างชาวบ้านบางขันหมากจังหวัดลพบุรีก็ยังคงทำพิธีโกนจุกกันอยู่สืบเนื่องยาวนาน มาจนในยุคปัจจุบันคนโบราณมีวิธีทำให้คนรับผิดชอบต่อสังคมโดยการโกนจุก เพื่อแสดงความเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ คือกำหนดโดยรวมว่าเด็กผู้ชายอายุ ๑๑-๑๓ ต้องโกนจุกส่วนเด็กผู้หญิง กำหนด ๙-๑๑ ต้องโกนจุกเพื่อรับสภาพแห่งสังคมที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคตของชาติ จะมาเล่นหยอกกันแต่ก่อนไม่ได้ ถือว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวผู้ชายต้องเข้าวัดบวชเรียนศึกษาพระธรรมกฎแห่งชีวิตและความจริงในธรรมชาติถ้าชอบก็ไปบวชเลยเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จะสึกออกมาชาวบ้านจะเรียกว่า ทิด ถ้าอยู่ต่อไปก็เป็นหลวงตา หลวงปู่ ก็ว่ากันไป ส่วนเด็กหญิงถูกเก็บตัวจะไปเล่นวิ่งเปี้ยว ตี่จับ ไอ้เข้ ไอ้โขง ดังแต่ก่อนไม่ได้ แม่จะเป็นคนถ่ายทอดวิทยายุทธทางด้านเย็บปักถักร้อยงานแม่บ้านการเรือน ถ้ายุคคนชั้นต่ำก็จะนิยมไปฝากไว้ในตำหนักของเจ้านายผู้หญิงเพื่อไปศึกษาหาความรู้และก็มีข้อห้ามมิให้ผู้หญิงอ่านออกเขียนได้จะมีบ้างเล็กน้อยเต็มที นี่น่าจะเป็นการแบ่งแยกสิทธิของสตรีไทยในอดีตหรือไม่ก็ต้องวิเคราะห์เจาะลึกกันดู สังคมสมัยโบราณจึงดูเรียบ ๆ ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน พิธีการเปลี่ยนแปลงอายุจึงเป็นพิธีที่สำคัญและเป็นมงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเด็ก บิดามารดาจึงมักจะจัดพิธีให้ดีที่สุดเท่าที่ฐานะของตนจะทำได้ เพื่อให้ชีวิตน้อย ๆ นั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพอันเป็นจุดประสงค์ใหญ่ของชาติบ้านเมืองในที่สุด สังขห่งชีวิตนี้แต่โบราณก็ใช้เปลือกสังข์แท้จากทะเลดังกล่าว แต่ในอาณาจักรเขมรก็พบสังข์ทำจากเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีน้ำตาลไหม้ สีเขียวใสอ่อนน้ำแตงกวา พบว่าทำด้วยสำริด ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ อีกเช่นกัน ซึ่งแปลว่าไทย สังข์มีความสำคัญของชนชั้นแต่ก็เฉพาะในงานมงคลเท่านั้น มิได้ใช้ในงานอมงคลเป็นวัฒนธรรมไทยที่แปรเปลี่ยนไปจนปัจจุบันเวลาคนโบราณรดน้ำสังข์จึงมีคำพูดเชิงเตือนสติว่า แต่งงานนั้นเรื่องง่ายสำหรับชีวิตแต่จะอยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชรนั้นหายาก หม้อข้าวยังไม่ทันดำก็จะเลิกรากันเสียก่อน ถ้าจะโกรธกันก็ไม่ว่า แต่ถ้าข้ามคืนแล้วต้องอภัยให้กัน วันนี้มาหยาดน้ำสังข์หากมีอะไรไม่ดีไม่งามก็ให้ใจเย็น ๆ เหมือนน้ำในสังข์นี้ แล้วท่านผู้ใหญ่คนต่อมาก็พูดสอนในทำนองนี้แต่บางคนพูดสั้น ๆ เอ้าใจเย็น ๆ แต่งกันแล้วก็เหมือนคนคนเดียวกันมีอะไรก็ใจเย็น ๆ เหมือนน้ำในสังข์ แต่บางคนก็ไม่พูดว่าอะไรรดน้ำแล้วก็ผ่านไป  สังคมไทยกับสังข์จึงอยู่แนบชิดสนิทแน่นดุจเรือนที่มีฝาเดียวกัน แม้นแต่ในพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงเพื่อแสดงฤดูกาล จากฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว สังข์ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นภาชนะใช้บรรจุน้ำพระพุทธมนต์ หลั่งรดที่พระเศียรของพระองค์เองแล้วหลังพระราชทานพระบรมวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไปซึ่งมาเข้าเฝ้าในขณะนั้น แต่ตอนนี้สังข์ก็ได้สถาปนาเป็นพระมหาสังข์ซึ่งส่วนมากเป็นสังข์เวียนขวาหรือวนตามสุริยเทพถือเป็นมงคลแห่งสรรพสิ่งนั้นเอง สังข์พันธุ์แท้ต้องมีรอยริ้วเรียกกันว่า หัตถ์นารายณ์ ซึ่งคำว่าหัตถ์นารายณ์นี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับพระแสงหัตถ์นารายณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระแสงสำคัญดังจะเห็นในพระบรมรูปปูนปั้นฝีมือหลวงเทพรจนา หรือต่อมาคือพระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหารนั้นเอง เรื่องราวของสังข์ยังมีอีกมากแต่ในบทความนี้มิสามารถมาเล่าสู่กันฟังได้หมดทุกกระบวนท่าก็เพื่อเขียนเป็นการต่อยอดใหญ่ให้ใหม่กว่าเดิมซึ่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงอาจจะอ่อนวิชาวัฒนธรรมไทยไปบ้างก็ต้องโทษผู้ใหญ่บางคนที่ยังนิยมไว้จุกอยู่ก็แล้วกัน จะไปโทษเด็กเสียหายหมดคงไม่ได้เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่ดีเด่นกว่าที่คิดจริงไหม เรื่องราวของสังข์นอกจากจะปรากฏในรูปวรรณคดีแล้วยังมีอยู่ในโคลงสุภาษิตที่บานแผละบานที่ ๙ วัดพระแก้วยังเขียนว่า     สังข์เป่ารู้รู้รูป สีสังข์          เป่าแต่หอยโข่งคั่ง ตู่ตุ้ย           ของจริงบ่รู้จัง  จำเภาะจริงนา           เอาแต่ของเทียมทุ้ย เทิดอ้างแทนจริง ๆ 

- 2007-08-20 1:25:58 โพสต์โดย : admin คนอ่าน 6,500 views คน