ตะเกียงอะลาดิน (Aladin´s Lamp)

 ตะเกียงอะลาดิน (Aladin´s Lamp)

              ตะเกียงอะลาดิน อาจเป็นตะเกียงทองคำหรือตะเกียงทองเหลืองก็ได้ เมื่อขัดถูบนตัวตะเกียงแล้วไซร้ ยักษ์จินนี่ก็จะปรากฎกายออกมาจากตะเกียง เพื่อมอบความสุขสมปรารถนาให้แก่ผู้ถูตะเกียงเสมือนหนึ่งผู้เป็นนายของมัน

 

             เรื่องเล่าของตะเกียงวิเศษหรือตะเกียงอะลาดิน ทำให้รูปตะเกียงกับเจ้ายักษืจินนี่ กลายมาเป็นเครื่องประดับที่เปรียบประหนึ่งเครื่องรางประจำตัวของผู้สวมใส่ รวมทั้งยักษ์จินนี่ที่อาจแกะสลักลวดลายประดับบนตะเกียงหรือขวดใบจิ๋ว ดังนั้นมักเชื่อกันว่า หากผู้สวมใส่ประดับตะเกียงวิเศษหรือเครื่องรางรูปตะเกียงก็เชื่อมั่นว่า อำนาจสุดวิเศษของตะเกียงมหัศจรรย์จะบังเกิดแก่ตัวเราและติดตัวไปทุกๆที่ที่เต็มไปด้วยความโชคดีปลอดภัย

Aladin and the Wonderful Lamp

 

             ความเชื่อเก่าแก่จากเรื่องเล่าปรัมปรา “Aladin and the Wonderful Lamp” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องของ “Arabian Nights” (อาหรับราตรี) ในหนังสือเล่มนี้เป็นตำนานมหากาพย์ของอาหรับผ่านการเล่าขานจากพระนางเซเฮอร์ซาเด ทั้งนี้เนื่องมาจากความหวาดระแวงของพระเจ้าซาห์เรียร์ ที่ไม่เคยไว้วางพระทัยในพระมเหสีองค์ใด พระองค์ทรงกริ้วที่พระมเหสีองค์แรกของพระองค์ลักลอบคบชู้ จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตพระนางเสีย จากนั้นมา เมื่อใดที่พระองค์ทรงอภิเษกกับหญิงพรหมจรรย์นางใดก็จะร่วมบรรทมผ่านเพียงราตรีเดียว ครั้นอรุณรุ่ง หญิงนางนั้นก็จะถูกต้องโทษประหารชีวิตทุกรายไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเซเฮอร์ซาเดถวายตัวเป็นพระมเหสีองค์ใหม่ พระนางจึงทรงใช้อุบายในการเล่านิทานอันสนุกสนาน เพื่อยืดระยะเวลาให้เนิ่นนานออกไปวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า แต่ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามพระนางก็จะเล่าไม่จบในคืนนั้น และจะค้างเรื่องที่กำลังสนุกไว้เช่นนั้น ทำให้พระเจ้าซาเรียร์จำเป็นต้องให้พระนางมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกวันหนึ่งและอีกวันหนึ่ง เพื่อฟังเรื่องเล่านิทานนั้นๆให้จบ แต่นิทานต่างๆที่แสนสนุกสุดมหัศจรรย์เหล่านี้ จะเล่าค้างคาเช่นนั้นคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปนานหนึ่งพันราตรีกับอีกหนึ่งคืน พระองค์จึงตัดสินพระทัยละเว้นพระนางในที่สุด และนี่เองที่กลายมาเป็นที่มาของคำว่า “พันหนึ่งราตรี”

1001 Arabian nights

 

             เรื่องเล่าอันมหัศจรรย์ของอะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เป็นหนึ่งในนิทานพันหนึ่งราตรีนั่นเอง เล่าถึงเด็กหนุ่งผู้ยากไร้นามว่า “อะลาดิน” ที่ถูกจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายปลอมร่างเป็นลุงของเขา แล้วล่อลวงให้อะลาดินเข้าไปในถ้ำเพื่อนำตะเกียงวิเศษออกมา แต่เมื่ออะลาดินรู้เท่าทันอุบายว่าจะถูกหักหลัง จึงไม่ยอมคืนตะเกียงใบนั้นให้ และด้วยเหตุบังเอิญที่ทำให้เขาถูตะเกียงใบนั้นเข้า เจ้ายักษ์จินนี่ก็ปรากฎร่างออกมาจากตะเกียงเพื่อมอบความสมปรารถนาให้แก่ผู้เป็นนายของมัน           ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้อะลาดินมีชัยชนะต่อจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายและต่อมาก็มีชื่อเสียงโด่งดัง จนกระทั่งได้แต่งงานกับพระธิดาเลอโฉมขององค์สุลต่านในเวลาต่อมา (สังเกตุได้ว่า ชื่อคำว่า “อะลาดิน” มาจากภาษาอาหรับคือ “อาลาอุด-ดิน” ) หมายถึง “จิตใจอันภักดี” ส่วนคำว่า “จินนี่” ก็มาจากเทพนิยายของอิสลามเกี่ยวกับ “จินนี่ (Jinni)” หรือ “ดินนี่ (Djinni)” ซึ่งเป็นชื่อของปีศาจที่ทรงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่

 

             มีความเชื่อกันว่า กลิ่นจากน้ำมันหรือกลิ่นจากเทียนไข น่าจะมาจากกลิ่นอายแบบเดียวกันกับยักษ์จินนี่ที่ออกมาจากตะเกียงวิเศษ เพราะในภาพจินตนาการเกี่ยวกับจินนี่จะค่อยๆลอยออกมาเป็นควันจากตะเกียง ดังนั้น เมื่อใดที่เทียนไขถูกเผาไหม้และเกิดแสงสว่างลุกวาบขึ้นมาทันทีทันใด เชื่อกันว่าจะเกิดเหตุอันไม่คาดคิดเกิดขึ้นตามมา

 

             ตะเกียงอะลาดินที่มีวางขายกันในประเทศอียิปต์และประเทศกลุ่มอาหรับอื่นๆ มักเชื่อกันว่าจะมีความขลังและสัมผัสได้ถึงเจ้ายักษ์จินนี่ รวมทั้งมีการแกะสลักภาพยักษ์จินนี่ให้กลายเป็นลวดลายบนตะเกียงก็มี และเมื่อยามพระจันทร์เต็มดวงก็เชื่อว่าจินนี่จะออกมาจากตะเกียงและมอบความสุขสมปรารถนาให้แก่ผู้เป็นนายของมันต่อไป

 

 

ที่มา หนังสือสัญลักษณ์โชคลาง

 

- 2009-10-15 9:42:51 โพสต์โดย : admin คนอ่าน 5,378 views คน