logo picpost

รถ Nissan GT-R คันนี้สิ คิงคองจอมโหด!!!

รูปยานยนต์

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่มากๆ ของรถยนต์สายเลือดญี่ปุ่น ตระกูลเก่าแก่ อย่างรถยนต์ยี่ห้อพรินซ์ ซึ่งต่อมากลาย มาเป็นสายพันธุ์ขั้นสูงสุดของนิสสัน… บัดนี้… มันถูกเรียกว่าซูเปอร์คาร์ได้ตั้งแต่กำเนิดแล้ว โดยมีหลัก ฐานระบุชัดเจนดังนี้ 480 แรงม้า คลัทช์คู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อเพลาอิสระ คอมพิวเตอร์ควบคุมทุกอย่าง พร้อมเกจ์วัดได้ทุกอย่าง แสดงผลบนจอคอมพ์โดยละเอียด จะว่าไป… เจ้าตัวนี้คงเป็นซูเปอร์คาร์ที่น่าไว้ใจที่สุดในตอนนี้แล้วล่ะ Nissan GTR
วิศวประวัติกันซักนิด

ย้อนกลับไปในปี 1952 บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า บริษัทพรินซ์มอร์เตอร์ (Prince Motor Company) อดีตผู้ผลิตเครื่องบินรบซีโร่ไฟเตอร์ ได้ให้กำเนิดรถยนต์รุ่นสกายไลน์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ และต่อมานิสสันก็ได้ตีเมือง เหมาเอามาหมดและยกย่องให้รุ่นสกายไลน์ เป็นรถยนต์ตัวโหดสุดของค่าย…

นับจากวันนั้น สกายไลน์… ก็รักษาภาพพจน์และศักดิ์ศรีของตำแหน่งนั้นได้ดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 4 ประตู หรือ 2 ประตู โดยรุ่นที่เจ๋งสุดก็คือรุ่นที่ชื่อว่า Skyline GTR (ว่ากันว่าต้นกำเนิดของการ ดริฟท์ ก็มาจากเจ้า GTR นี่ซะด้วย)

แต่ถึงกระนั่นก็ตาม นิสสันยังคงต้องการยกระดับรถยนต์รุ่นโหดสุดของค่ายให้กระดึ๊บขึ้นไปอีกหน่อย และวิธีง่ายๆ ก็คือ การใช้ชื่อตัวท็อปสุดของสกายไลน์ แล้วตัดคำว่า “สกายไลน์” ออก…. เหลือแค่คำว่า GTR นั่นเอง แล้วหน้าตามันจะออก แนวไหนกันล่ะทีนี๊….

การออกแบบ

เมื่อได้ยินคำว่านิสสัน “สกายไลน์” มักจะชวนให้นึกความ “เหลี่ยม” เหลี่ยมมาตั้งแต่รุ่นแรกที่ใช้แบรนด์ของนิสสัน ไปยันจน ถึงรุ่นตัวถังรหัส R34 กันเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวรหัส V35 กับ V36 ก็เริ่มออกแนวมนๆ ให้เห็น แต่ก็กลับทำให้รู้สึกว่าเจ้า 2 ตัวนั้นไม่ค่อยจะมีจิตวิญญาณของสกายไลน์ซักเท่าไหร่… มันเป็นนิสสันมากไปหน่อยอ่ะนะ.. คงเป็นเพราะการเตรียม ตลาดสำหรับเจ้าตัวใหม่ รหัส R35 ตัวนี้นี่เอง

เจ้า GTR รหัส R35 คันนี้แม้ว่าจะถูกออกแบบให้มีหน้าตาดูล้ำยุค ต่างจากรหัส R ของสกายไลน์ที่ผ่านมา แต่กลับมีเส้น สายรอบคันที่บ่งบอกถึงที่มาและเชื้อสายตัวเองได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ “เส้นสายเหลี่ยมๆ” แต่ความเหลี่ยมในครั้งนี้มันทำให้ รู้สึกได้ว่า คงต้องเกิดมาจากการทำงานหนักทางด้านการออกแบบอากาศพลศาสตร์ เพราะความเหลี่ยมในครั้งนี้ กลับทำให้ มันดูลู่ลมมาก ราวกับว่ามันจะใช้อากาศทุกอณู มาเพิ่มประสิทธิภาพในการมุดอากาศได้อย่างหนึบหนับ และลื่นปรื๊ดๆ ในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญ… ทำให้เจ้า GTR ดูดุดันทุกมุมมองกันเลยทีเดียว

ช่องดักลม นำลม เน้นลักษณะ “ที่เดียวจบ” อย่างช่องดักลมด้านหน้าเพื่อการระบายความร้อนถูกนำมารวมกันเป็นจุดเดียว ขนาดใหญ่เบิ้ม และช่องลมออกที่ด้านข้างมีลักษณะเหมือนเหงือกปลา เป็นเส้นต่อเนื่องมาจากซุ้มล้อหน้า ส่วนด้านหลัง ก็ปรากฏช่องดักลมใต้ท้องรถหรือดิฟฟิวเซอร์ เพื่อเพิ่มแรงกดให้รถขณะความเร็วสูง อยู่ที่ด้านล่างตรงกลาง ขนาบด้วย ท่อไอเสียคู่ทั้ง 2 ข้าง

หลังคาถูกออกแบบให้นำลมไปด้านหลังได้ดีขึ้น ด้วยการออกแบบหลังคาโค้งที่ทางนิสสันเรียกว่า Aero Blade Canopy ซึ่งมันดูเหมือนจะนำลมเข้าไปใต้สปอยด์เลอร์หลัง และสำหรับเสา C โค้งๆ หักๆ อันนั้นเรียกว่า Sword Edge ฟังชื่อแล้ว คมๆ กันไปหมด แต่มันก็ดูดีจริงๆ และแน่นอนว่าทั้งหมดถูกหุ้มด้วยสีเกรดสำหรับ GTR โดยเฉพาะคุณภาพสูง Double Clear Coat และผ่านขั้นตอน Anti-Chipping ป้องกันสีรถจากก้อนหินเล็กได้ด้วย

ภายใน

เมื่อมองเข้าไปข้างในห้องคนขับก็รู้สึกถึงการขับขี่แบบจริงจังยังไงก็ไม่รู้ ดูแล้วเหมือนต้องหยิบหมวกกันน๊อคมาใส่ด้วย เพราะการ จัดวางอุปกรณ์ต่างล้วนสนับสนุนการขับขี่แบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น คอนโซลกลางที่หักเข้าหาคนขับ พวงมาลัยที่มีปุ่มควบคุม เพียบ จะปรับอะไรแทบไม่ต้องเอามือออกจากพวงมาลัยกันเลย เบาะโอบกระชับตัว ช่องแอร์แยกสำหรับคนขับกับคนนั่งข้างๆ

คัยเกียร์สั้นๆ ได้อารมณ์ ถัดลงมามีปุ่ม Start วางอยู่กลางสีแดงแป๊ด… และที่โดดเด่นมาก แต่ออกแบบได้ธรรมดาจังเลยก็คือ… เบรคมือที่โด่ออกมาพร้อมให้ดึงได้ทุกเวลา และเมื่อมองทะลุพวงมาลัยไปก็จะเห็นเกจ์วัดรอบขนาดใหญ่วางอยู่กลางจอเลย เลข ตัวใหญ่ชัดเจนขีดแดงที่ 7,000 รอบ ด้านล่างมีจอแสดงระยะทางและตัวเลขความเร็ว ด้านซ้ายเป็นเข็มบอกความเร็วกวาดไปถึง 340 กม./ชม. ด้านขวาเป็นตัวอักษรแสดงตำแหน่งเกียร์ที่ใช้อยู่ ตัวใหญ่ชัดเจนอีกเช่นกัน

ณ. คอนโซลกลาง ปรากฏปุ่มควบคุมแอร์แบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา และเครื่องเสียงยี่ห้อ Bose ทั้งระบบ ตอนรถติดก็ฟังเพลงคุณภาพสูงได้ ไม่ต้องเร่งเครื่องสร้างเสียงเพลงเอง ถัดลงมาถือเป็น จุดเด่นที่สำคัญ มันคือปุ่มโยกขึ้น-ลง 3 ชุด เอาไว้ปรับเปลี่ยนการขับขี่ให้เข้ากับอารมณ์ อันซ้ายคุมการเปลี่ยนเกียร์ อันกลางคุม ความนิ่ม-ความแข็งของช่วงล่าง อันขวาคุมระบบคุมการทรงตัว (Vehicle Dynamic Control : VDC-R) ยังไงคงต้องแนะนำให้ ปรับไปที่ “R” ให้หมดทุกปุ่มเลย… จะได้มันส์กันแบบสุดๆ

เอ๊ะ… ไม่เห็นมีนาฬิกาปลุกซักกะอัน… ไม่สมเป็นรถซิ่งเลย… เดี๋ยวก่อน… โปรดสังเกตุจอภาพขนาดใหญ่ตรงกลางคอนโซล มันไม่ใช่แค่จอทีวีแน่นอน… เพราะนี่มัน GTR นะ… บนจอแบบแตะได้ตัวนี้ สามารถแสดงผลที่ปกติเป็นหน้าที่ของเจ้าพวก นาฬิกาปลุกพวกนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น วัดบูสเทอร์โบ อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง แรงดันน้ำมันเครื่อง อัตราเร่ง การออกตัว แรงดัน เบรค มุมเลี้ยว ตารางแสดงการเปลี่ยนเกียร์ ตัววัดแรง G แบบ 3 มิติ แสดงกันเป็นค่าสถิติกันเลยทีเดียว และวัดอื่นๆ อีกมากมาย หากต้องแยกออกมาเป็นนาฬิกาปลุกเหมือนเดิม คงไม่ต้องมองทางกันล่ะงานนี้…

เครื่องยนต์

VR38 DETT ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบวางรูปตัว V DOHC เทอร์โบแฝด 480 แรงม้า ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิด 588 นิวตัน-เมตร ที่ 3,200-5,200 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุด 311 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ 3.5 วินาที (น้ำหนักตัวรถ 1,740 กก.)

แม้ว่าเครื่องยนต์จะแรงซะขนาดนี้ แต่ทางนิสสันก็ยังคงความรับผิดชอบต่อโลกนี้ด้วยการควบคุมไอเสียให้ ปล่อยออกมาน้อย ผ่านมาตรฐานรถยนต์ที่ปล่อยไอเสียน้อยสุดๆ U-LEV ของญี่ปุ่นด้วย

ระบบส่งกำลัง

การย้ายเกียร์เอามาไว้ด้านหลังเพื่อกระจายน้ำหนักหน้า-หลังให้สมดุลกันมันจะไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ การเห็นเพลาส่งกำลังท่อนใหญ่ๆ 2 ท่อนที่กลางลำตัวรถ นั่นก็คือระบบส่งกำลังแบบใหม่ของนิสสันที่เค้าให้ชื่อว่า Independent Transaxle 4WD หรือระบบเพลาขับเคลื่อนสี่ล้ออิสระ เป็นผลให้เจ้า GTR มีเกียร์ทั้งหมดยกยวงมา อยู่ด้านหลังรถในขณะที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยในหนึ่งเดียว… ว้าวว…

และในตัวชุดเกียร์เองก็น่าสนใจ เพราะเจ้า GTR ได้นำระบบครัทช์คู่ ที่เค้าเรียกว่า GR6-Type Dual-Clutch ของ BrogWarner (DualTronic) เพื่อควบคุมระบบเปลี่ยนเกียร์ 6 จังหวะ งานนี้จับม้าทั้งฟาร์มได้อย่างแม่นยำ ออกแรงเต็ม ฝีเท้าได้ทุกตัวกันล่ะ จะเลือกเปลี่ยนเกียร์ก็แค่โยกคันเกียร์ไปที่ “M” แล้วคุมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยก็ได้ทันที

บางคนอาจบ่นอยู่งึมๆ ว่า ไมมันไม่มีเกียร์ธรรมดามาด้วยเนี๊ย… แล้วมันจะขับมันส์ไหม๊เนี๊ย… งานนี้ต้องขอบอกว่า แม้ว่าเจ้า GTR จะมาพร้อมกับเกียร์ที่ดูเหมือนเกียร์อัตโนมัติ แต่จริงๆ น่าจะเรียกว่าเกียร์ธรรมดาแบบไม่ต้องเหยียบแป้นครัทช์จะถูกต้องกว่าน๊ะ… และถ้าอยากจะออกเอี๊ยด… งานนี้คงไม่ต้องมีเทคนิค แค่เหยียบมิด ควันก็ออกทั้ง 4 ล้อแล้ว…

การทรงตัวและเบรค

การผสมผสานของเทคโนโลยีด้านวัสดุก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญในเรื่องของการทรงตัว และเจ้า GTR ตัวนี้ก็เลือกใช้วัสดุน้ำหนัก เบาและแข็งแรง อย่างคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียม โดยนำมาเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อผลลัพธ์ด้านการทรงตัว อันแสนจะหอมหวานยามขับขี่แบบเมามันส์

ช่วงล่างใช้ช็อคอัพระบบแดมพ์ทรอนิคของบิลส์ไทน์ (Bilstein DampTronic) พร้อมเบรคเบรมโบ้ แบบโมโนบล็อค ด้านหน้า แบบตัวกดเบรคหรือ Piston 6 ตัว หลัง 4 ตัว พร้อมยางแบบวิ่งได้แม้ไม่มีลม (Run-Flat Tires)

ความปลอดภัย

เรื่องความปลอดภัยต้องใส่กันเต็มๆ ไม่ต้องกลัวหนักรถ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และแบบม่านนิรภัย ฝากระโปรงหน้าออกแบบ ให้เด้งขึ้นมารองรับคนกรณีไปชนใครเข้า จะได้ไม่เจ็บมากนัก ส่วนระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก็มีอยู่เต็มที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรคป้องกันล้อล๊อค ABS กระจายแรงเบรค EDB และสำหรับคนที่ยังไม่ชำนาญการขับขี่รถแรงๆ นักก็เปิดระบบ VDC-R เอา ไว้ ทุกอย่างเป็นอันควบคุมได้

Flash TLCTHAI

- 2009-01-12 4:45:48 โพสต์โดย : admin 8,081 คนดูรูปภาพ