ทำไม ‘AI’ จึงกลายเป็นอนาคตของ LINE และยักษ์ไอทีทั่วโลก

ศัพท์อย่าง AI อาจไม่ใช่คำคุ้นหูในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อพูดถึง AI ภาพแรกที่นึกถึงคือหุ่นยนต์ ที่มีความฉลาดทัดเทียมคน เหมือนอย่างที่เห็นในภาพยนต์เรื่องไอโรบอท แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของ AI ในสมองของคนรุ่นใหม่เริ่มปรับเปลี่ยนไป

AI ในยุคนี้ กลับกลายมาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่คุ้นหูกันไม่ว่าจะเป็น Siri จากทางแอปเปิล Cortana จากทางไมโครซอฟท์ Google Assistance จากทางกูเกิล ที่เรียกได้ว่ายักษ์ไอทีทั้ง 3 รายต่างมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ของตัวเองเพื่อนำมาให้บริการแก่ลูกค้า

LINE เองก็มองถึงโอกาสในการขยายธุรกิจ จากเดิมที่เป็นผู้ให้บริการแชทแอปพลิเคชัน ขยายตัวขึ้นมากลายเป็นแอปแพลตฟอร์ม ที่ใช้แอปพลิเคชันหลักให้กลายเป็นสมาร์ทพอร์ทัล หรือศูนย์รวมข้อมูล และบริการต่างๆ เนื่องจาก LINE มองว่าสุดท้ายแล้ว จำนวนแอปพลิเคชันที่คนจะใช้งานบนสมาร์ทโฟนเป็นประจำ มีอยู่ไม่เกิน 10-15 แอปพลิเคชัน

ดังจะเห็นได้จากการประกาศวิสัยทัศน์ของ LINE ที่จะมุ่งไปในช่วง 5 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ภายใต้ 3 แนวทางหลักๆ คือ การเชื่อมต่อทุกบริการเข้าหากัน (Everything Connected) นำพาบริการเข้าสู่ยุคที่เป็นวิดีโอคอนเทนต์ (Everything Videolized) และผู้ช่วยอัจฉริยะในทุกบริการ (Everywhere AI) ให้รับกับยุคของเทคโนโลยีอนาคตที่สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย

ทาเคชิ อิเดซาว่า ประธานกรรมการบริหาร ไลน์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวอย่างมั่นใจว่า ด้วยแนวทางในการให้บริการของ LINE จะยังคงยึดมั่นกับคอนเซปต์หลักคือการเชื่อมต่อผู้ใช้เข้าหากัน เหมือนดังจุดประสงค์แรกในการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารในช่วงเกิดเหตุการณ์วิกฤต

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ฐานในการให้บริการของ LINE อยู่ในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ทำให้ในการให้บริการ LINE ในแต่ละประเทศจะมีความเป็นเอกเทศในการบริหารงานจาก กรรมการผู้จัดการที่เข้าไปดูแล เพื่อให้ตอบรับกับพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า เพราะ LINE มองว่าทุกๆชนชาติมีสิ่งที่สนใจไม่เหมือนกัน และ LINE จะเข้าไปเติมเต็มในสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้มากที่สุด

ทำความรู้จัก ‘Clova’ AI จาก LINE

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา LINE ได้นำ Clova แพลตฟอร์มคลาวด์ AI ที่พัฒนาขึ้นไปโชว์ตัวมาแล้วครั้งหนึ่งที่งานโมบายเวิร์ลคองเกรซ และถือเป็นการเปิดเผยสู่สาธารณะครั้งแรกของ LINE ในการพัฒนาผู้ช่วยอัจฉริยะออกสู่ตลาด

พอมาในงานแสดงวิสัยทัศน์ประจำปี ก็ได้มีการเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะ ‘Wave’ ที่ทำงานด้วย Clova ออกมาเป็นการอัปเดตให้เห็นถึงรูปแบบการนำ Clova มาใช้งานให้สะดวกที่สุด พร้อมกับแสดงให้เห็นคอนเซปต์ของการพัฒนาอุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง ‘Champ’ ลำโพงรูปตัวการ์ตูน LINE และ ‘Face’ ลำโพงพร้อมหน้าจอ LINE Friend

จุน มาซึดะ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายกลยุทธ์และการตลาด ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ให้ข้อมูลว่า ด้วยการที่นำ Clova มาให้บริการบน Wave ถือเป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกที่จะออกสู่ตลาด จึงยังไม่ได้คาดหวังส่วนแบ่งทางการตลาด เมื่อเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็น Amazon Echo, Google Home และ Apple HomePod

แต่สิ่งที่ LINE มองคือ การขยายรูปแบบการให้บริการจากเดิมที่ติดอยู่กับแอปพลิเคชันบนมือถือ กลายมาเป็นลำโพงที่อยู่ในบ้าน ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าด้วยการที่เป็น AI เมื่อมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ระบบได้ทำการเรียนรู้ (แมชชีนเลิร์นนิ่ง) ก็จะช่วยให้ Clova ฉลาดมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก Clova จะรองรับการสื่อสารใน 2 ภาษา คือ ญี่ปุ่น และเกาหลี ก่อนโดยทางผู้บริหารให้เหตุผลว่า ในประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี ไม่ได้มีตัวเลือกผู้ช่วยที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงให้เลือกมากนัก และพฤติกรรมที่เห็นคือคนญี่ปุ่นไม่พูดกับสมาร์ทโฟน แต่ชอบใช้การพิมพ์มากกว่า

‘การนำ Clova มาให้บริการในญี่ปุ่นจึงเหมือนเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานแก่ผู้ใช้ และที่สำคัญคือมีการเซ็นเอ็มโอยูเป็นพันธมิตรกับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่อย่างแฟมิลี่ มาร์ท ผู้ผลิตรถยนต์โตโยต้า และผู้นำด้านเครื่องดนตรียามาฮ่า จึงจะได้เห็นการนำ Clova ไปใช้ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น’

จุดเด่นหลักที่ LINE พยายามชูในการให้บริการ AI คือเรื่องของความฉลาด ที่สามารถพูดคุยและสื่อสาร เข้าใจถึงอารมณ์ของผู้ใช้งาน พร้อมผูกเข้ากับบริการอย่าง LINE Music ที่มีคลังเพลงกว่า 40 ล้านเพลง ที่ผู้ใช้สามารถสั่งให้ Clova เล่นเพลงได้ รวมถึงการสาธิตให้พยากรณ์อากาศล่วงหน้า

ส่วนในอนาคต การพัฒนาของ Clova ก็จะเน้นไปที่การนำมาใช้งานร่วมกับ LINE อย่างการพูดคุยโต้ตอบผ่านทาง Clova ให้พิมพ์ข้อความตอบกลับจากการพูดแทน รวมถึงนำไปใช้กับการสั่งซื้อสินค้า ระบบช่วยแนะนำข้อมูลสินค้าต่างๆ โดยใช้ข้อมูลของผู้ใช้ไปประมวลผล และจะเกิดประโยชน์กับนักการตลาดต่อไป

ยึดหัวหาดภูมิภาคเอเชีย

เมื่อถามผู้บริหาร LINE ถึงแผนในการขยายตลาดออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก กลับได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่าตอนนี้ LINE กลายเป็นผู้นำในบริการด้านแชทแพลตฟอร์มในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน อินโดนีเซีย ที่เป็น 4 ประเทศหลักที่มีอัตราการใช้งาน LINE สูงที่สุด

ที่สำคัญคือ ทุกประเทศเหล่านี้ ต่างมีการรุกคืบเข้ามาของผู้ให้บริการแชทแอปพลิเคชันทั้งจากฝั่งของสหรัฐฯ รวมถึงจีน ที่ออกมาตีตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถเจาะเข้ามาในตลาดนี้ได้

‘ตอนนี้ในญี่ปุ่น ไทย และไต้หวัน LINE ไม่ได้เน้นในแง่ของการเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้ว แต่เน้นไปที่การเพิ่มบริการให้หลากหลาย เพื่อให้เกิดการใช้งานที่มากขึ้นแทน เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งาน LINE ใน 3 ประเทศนี้ ถือเป็นเกือบทั้งหมดของจำนวนผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตไปแล้ว’

ดังนั้น สิ่งที่ LINE จะทำต่อไปคือการรักษาฐานลูกค้าในภูมิภาคนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดแบบท้องถิ่น หรือการนำพฤติกรรมของผู้ใช้ในแต่ละประเทศ มาออกเป็นบริการให้ได้ใช้งาน

โดยที่ผ่านมาอย่างในประเทศไทย ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการอย่าง LINE Man (บริการรับ-ส่งสินค้า หรือส่งอาหาร) LINE TV ที่เข้าไปร่วมเป็นผู้ลงทุนกับผู้ผลิตในการผลิตคอนเทนต์ เพื่อนำมาฉายบน LINE TV โดยเฉพาะ และได้ขยายบริการเหล่านี้ไปในประเทศอื่น ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้นำ LINE TV เข้ามาให้บริการ

หรืออย่างในอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตในแง่ของจำนวนผู้ใช้ ก็จะใช้แนวทางในการเข้าไปหาพันธมิตรในการให้บริการเดิมที่มีอยู่ มาร่วมกันให้บริการ พร้อมกับคิดค้นบริการใหม่ๆ อย่างในอินโดนีเซียมีบริการรถมอเตอร์ไซค์ขนส่งที่ชื่อ GoJak ก็สามารถเรียกใช้บริการผ่าน LINE ได้เป็นต้น

‘สิ่งที่เราทำคือการเสริมสร้างมูลค่าวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันใน LINE มีการรับพนักงานจากหลากหลายประเทศ และไม่มีการใส่ค่านิยมของคนญี่ปุ่นลงไป เพื่อบังคับให้แต่ละประเทศทำตาม เพราะเชื่อในความแตกต่าง’

แชทแพลตฟอร์มเดียวที่สร้างรายได้

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ เมื่อมองไปในธุรกิจแชทแอปพลิเคชันที่ให้บริการอยู่ทั่วโลกในเวลานี้ LINE กลายเป็นแอปพลิเคชันเดียวที่มีโมเดลในการสร้างรายได้อย่างชัดเจน โดยไม่ได้มาจากการสมัครใช้บริการ หรือต้องจ่ายเงินเพื่อใช้บริการ แต่เป็นในรูปแบบการหารายได้จากการจำหน่ายสติกเกอร์ การสร้างแอคเคาท์ให้องค์กรธุรกิจ รวมถึงการนำตัวการ์ตูน LINE Friends ออกมาเป็นสินค้าเพื่อจำหน่าย ทั้งการขายลิขสิทธิ์ในการผลิตสินค้า และการนำสินค้าไปอยู่ในที่ต่างๆเพื่อให้เกิดการจดจำ

โดยปัจจุบันรายได้หลักของ LINE จะมาจากการขายโฆษณาราว 43% ถัดมาคือรายได้จากคอนเทนต์ และการให้บริการเกมต่างๆ 21% สุดท้ายคือรายได้จากการจำหน่ายสติกเกอร์อีก 21% และทุกส่วนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในส่วนของสติกเกอร์

เนื่องจากล่าสุด LINE ได้มีการเปิดแอปพลิเคชัน LINE Creators Studio ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสติกเกอร์จากภาพถ่าย เพื่อนำขึ้นไปจำหน่ายบนครีเอเตอร์สโตร์ได้ทันที และเปิดโอกาสให้กลุ่มเพื่อนมาดาวน์โหลดไปใช้งาน ที่จะเริ่มให้บริการนอกญี่ปุ่นในช่วงเดือนสิงหาคม

บุกยุโรป-สหรัฐฯด้วยแอปกล้อง

ในอีกมุมของการเป็นผู้ผลิตแอปพลิเคชัน LINE ไม่ได้ให้บริการแค่แอปแชทแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแอปกล้องถ่ายภาพอย่าง B612 และแอปแต่งรูปอย่าง Snow ออกมาจับตลาดยุโรป แข่งขันกับ Facebook Story และ Snapchat ซึ่งกลายเป็นว่าได้รับความนิยมในหลายประเทศ และมีโอกาสเติบโตอีกมาก

แต่ไม่ใช่ว่า LINE จะละเลยในการขยายตัวแอปพลิเคชันหลัก เพราะก็ยอมรับว่า กำลังอยู่ในช่วงศึกษารูปแบบการใช้งานในแต่ละประเทศที่จะเข้าไปตีตลาดเพิ่มเติม ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ รอให้ถึงเวลาที่จะเข้าไปให้บริการต่อในอนาคต.

ข่าวที่มา : MGR Online

IT Update, ไลน์ LINE
- 2017-06-23 10:47:20 โพสต์โดย : mintcss 25 views