หวานๆ เค็มๆ แบบคนเมืองเพชร

 

เพชรบุรี

เพชรบุรี

เขาว่าคนเมืองเพชรเป็นคนดุ คนตรง แต่ฉาบไว้ด้วยรสชาติหวานๆ เค็มๆ นั่นเพราะความต่างของอาชีพทำกินที่ขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางธรรมชาติในท้องถิ่น…ยิ่งรู้จักคนเพชรก็เหมือนเราได้รู้จักเมืองเพชรมากยิ่งขึ้น Lisa พาเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีคราวนี้อาจให้อรรถรสความสนุกต่างไปจากที่คุณผู้อ่านเคยไปอยู่บ้าง อย่างการเที่ยววังเข้าวัดหรือลองลิ้มชิมขนมหวานพื้นเมืองขึ้นชื่อ เพราะเราจะพาคุณๆ ไปรู้จักคนท้องถิ่นเมืองเพชร พร้อมๆ กับทำกิจกรรมในแหล่งทำกินที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างรูปแบบ ไม่ต่างอะไรกับเพชรมีหลายเหลี่ยมมุมให้ชื่นชม…

สมชื่อเพชรบุรีตกหมึก เก็บหอย ลอยทะเลเรามาที่ชุมชนหมู่บ้านพะเนิน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชุมชนนี้มีอาชีพหลักคือทำประมงพื้นบ้าน ขณะที่แม่บ้านและเด็กๆ รับจ้างถักอวน บ้างก็ร้อยโมบายล์เปลือกหอย และกลายเป็นกิจกรรมสร้างสีสันในการท่องเที่ยวของที่นี่ นอกเหนือจากกิจกรรมไฮไลต์นำนักท่องเที่ยวไปเก็บหอยและตึกหมึกสายโดยก่อนฟ้าสางชาวบ้านจะพานั่งเรือประมงออกทะเล ตามไต๋กงไปดูการจับหมึกสายด้วยไซหอยสังข์ที่วางดักไว้ ไต๋กงเรือเล่าว่าวิธีตกหมึกแบบนี้ได้อิทธิพลมาจากประมงแถบทะเลตะวันออก ก่อนแพร่ขยายมาถึงเมืองเพชรเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา หมึกชนิดนี้คนไทยไม่ได้ค่อยได้กินกันเพราะส่งออกซะหมด ตกแล้วกิโลกรัมละเกือบร้อย ถ้ายังนึกภาพหมึกสายไม่ออกก็นึกภาพหมึกยักษ์อ็อกโตพุสที่ดูดปากพระเอกหนัง ?กวน มึน โฮ? จนบวมเจ่อนั่นแหละ…555

 

เพชรบุรี

เพชรบุรี

สนุกสนานกับการตกหมึกแล้วก็ตามชาวบ้านไปเก็บหอยแครง หอยเสียบ หอยปากเป็ด ฯ ที่ปลายแหลม ซึ่งทอดยาวไกลในทะเลถึง 2 กม. ?พร้อมชมทัศนียภาพและสัมผัสความเนียนละเอียดของ ?ทรายเม็ดแรก? เนื่องจากที่นี่เป็นจุดสุดท้ายของหาดโคลนจากสมุทรสาครและสมุทรสงคราม บรรจบกับจุดเริ่มต้นของหาดทรายแห่งทะเลอ่าวไทยเรื่อยลงไปยังภาคใต้ ความอุดมสมบูรณ์ของนิเวศสองระบบทำให้มีนกน้ำหลายชนิดหากินในย่านนี้ จนกลายเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งของไทย
เดินดงตาล หอมหวานน้ำตาลสดภาพตาลยืนต้นสูงเด่นเป็นแถวทิวสุดปลายตาตลอดสองข้างทาง เป็นสิ่งยืนยันว่าจังหวัดเพชรบุรีมีต้นตาลมากที่สุด เราขึ้นรถรางนำเที่ยวพาลัดเลาะไปยังสวนตาลของลุงถนอม ภู่เงิน แห่ง ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด ลุงปลูกตาลมากว่า 20 ปีด้วยความรักและเอาใจใส่จึงรู้จักเจ้าตาลสารพัดประโยชน์นี้เป็นอย่างดี ?สวนตาลนี้ตั้งใจให้เป็นมรดกถึงลูกหลานเพราะต้นตาลมีอายุเป็นร้อยปี ในวันนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจพืชเศรษฐกิจชนิดนี้อีกด้วย?ออกจากดงตาลของลุงถนอม มุ่งหน้าไปยังบ้านทำน้ำตาลสด อีกผลผลิตแปรรูปที่ได้จากต้นตาล นาทีถ้าไม่ชิมน้ำตาลหวานหอมจากเตาร้อนๆ ก็คงบอกโม้กับใครๆ ไม่ได้ว่ามาถึงเมืองเพชรจริงๆ ก่อนกลับเพื่อนร่วมทริปยังหิ้วน้ำตาลปีบที่ทำเสร็จใหม่ กลับบ้านด้วย

 

เพชรบุรี

เพชรบุรี

ก็แหม…แค่โลละ 60 บาท ได้น้ำตาลแท้จากเตาตาลเอาไปทำน้ำกะทิลอดช่องหรือทำอาหารคาวหวานอะไรๆ ก็หอมอร่อยทั้งนั้น…แล้วจะอดใจไม่ซื้อได้ไงกันจากเตาตาลไปบ้านยีโตนด ชื่อก็บอกอยู่ว่าที่นี่มีรายได้เลี้ยงปากท้องจากผลตาล ตั้งแต่รับยีลูกตาลเพื่อเอาเนื้อไปทำขนม ปลอกหัวตาลส่งขายไปทำแกงหัวตาล แกะเม็ดตาลเอาส่วนแจวไปเชื่อม และเปลือกเม็ดที่แข็งๆ ก็เผาทำถ่านขายซะเลย พอจบทริปรถรางทัวร์บ้านลาดแหล่งทำตาล เราต่างรู้ซึ้งถึงคุณค่าต้นตาล…??โอ้ ฉันหลงรักตาลเข้าแล้วล่ะ จุ๊บจุ๊บ?

เพชรบุรี

เพชรบุรี

ส่งท้ายทริปนี้เราไปดูการทำหมึกฉาบ ปลาหมึกแห้งที่โรงงานห้องเย็นมงคลการ และโรงงานทำปลาเค็มของเจ๊นุ้ย-ธารทิพย์ ตามด้วยช้อปของทะเลแห้งกลับบ้านอีกคนละหลายถุง แล้วไปดูวิธีนำดอกเกลือจากนาเกลือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามของกลุ่มสปาเกลือกังหันทอง ก่อนกลับบ้านยังไปล่องเรือชมวิวปากแม่น้ำบางตะบูน ชมฟาร์มเลี้ยงหอยแครงและหอยแมลงภู่แล้วก็มีโอกาสได้นั่งคิดถึงเรื่องราวหวานๆ เค็มๆ ที่พบเจอมาตลอดทั้งทริป ก็พบข้อสรุปว่า…คนเมืองเพชรนั้นน่ารักและจริงใจมากกว่าเป็นคนดุอย่างที่เขาว่ากันเป็นไหนๆ

 

เพชรบุรี

เพชรบุรี

ขอขอบคุณผู้นำทริป : งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวทั่วไทยโทร. 1672Fast Factsจากกรุงเทพฯ ใช้ถนนลัดจากคลองโคน จ.สมุทรสงคราม สู่อำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี จะสะดวกและรวดเร็ว จากนั้น วิ่งตามถนนกั้นน้ำเค็มสู่แหลมผักเบี้ยได้ รวมระยะทางจากคลองโคนถึงตำบลแหลมผักเบี้ย 45 กม. หรือจะวิ่งตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านนครปฐม ราชบุรี และไปเพชรบุรีก็ได้?สอบถามข้อมูลท่องเที่ยว : การท่องเที่ยวฯ สนง.เพชรบุรี โทร. 032-471-005-6 อบต.แหลมผักเบี้ย โทร. 032-411-029 โฮมสเตย์พรพนาที่ ต.แหลมผักเบี้ย โทร. 08-6173-0530, 08-9254-7295 โรงงานปลาเค็มของนุ้ย-ธารทิพย์ โทร. 08-1944-9114 โรงงานทำปลาหมึกแห้งของป้าอำนวย นุชถาวร โทร. 08-1586-9996 และลุงถนอม ภู่เงิน โทร. 08-1586-9996

 

เพชรบุรี

เพชรบุรี

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีดี จากนิตยสาร?.lisaguru.com

 

ตราด อดีต…ปัจจุบัน…สู่อนาคต ในการพัฒนา

 

แผนที่จ.ตราด

แผนที่จ.ตราด

ตราด อดีต…ปัจจุบัน…สู่อนาคต ในการพัฒนา

จังหวัดตราดตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทยห่างจาก กรุงเทพฯ 315 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 2,819 ตร.กม. หรือ ประมาณ 761,875 ไร่ เป็นพื้นที่ตามเขตปกครองทางทะเล ประมาณ 7,257? ตร.กม. มีอาณา เขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน โดยมี ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัด จันทบุรี และ ประเทศ กัมพูชา ทิศใต้ ติดต่อกับ อ่าวไทย และน่านน้ำทะเล ประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ประเทศกัมพูชา มีทิวเขาบรรทัด เป็นแนวกั้น เขตแดน ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ? 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง? อำเภอเขาสมิง? อำเภอแหลมงอบ? อำเภอคลองใหญ่? อำเภอบ่อไร่? กิ่งอำเภอเกาะกูด และกิ่งอำเภอเกาะช้าง

 

ทะเล จ. ตราด

ทะเล จ. ตราด

 

 

ลักษณะภูมิประเทศ มีอาณาบริเวณทั้งที่เป็นแผ่นดิน และ พื้นน้ำ ประกอบด้วย เทือกเขาสูงอุดม ด้วยป่าเบญจพรรณ และป่าดิบทาง ส่วนบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านใต้ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงเช่นเดียวกัน ตอนเหนือ เป็นที่ราบบริเวณภูเขา ตอนกลาง เป็นที่ราบ ลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แล้วลาดลงเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล สภาพภูมิประเทศที่ปรากฏแบ่ง เป็น 4 ลักษณะ

1. บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะ สำหรับทำนาข้าว และปลูกผลไม้
2. ที่ราบบริเวณภูเขา บริเวณนี้ มีพื้นที่กว้างขวางมาก เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม แก่การทำสวนผลไม้ ยางพารา และ สับปะรด
3. ที่สูงบริเวณภูเขา บริเวณที่เป็นเกาะต่างๆ ซึ่งส่วนมาก มีสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้
4. ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล เป็นป่าชายเลน อย่างหนาแน่น และ ยังเป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำ บางชนิด

สภาพ อากาศไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีเกาะต่าง ๆ มากมาย ถึง 52 เกาะ จึงเป็นเสมือนกำแพงกั้นบังคลื่นลม พื้นที่จังหวัดตราดจึงไม่เคยได้รับความเสียหายจากลมพายุ ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุกเกือบตลอดปี แบ่งเป็น3ฤดู

 

ทะเล จ. ตราด

ทะเล จ. ตราด

 

ฤดูหนาว มีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศไม่หนาวเย็นมากนักอุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส

ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 34 องศาเซลเซียส

ฤดูฝน อยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม

เมืองตราดสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ?กราด? ที่เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำไม้กวาด ต้นไม้ชนิดนี้มีขึ้นอยู่รอบเมืองตราด ซึ่งในสมัยนั้นมีต้นกราดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยา?รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมืองตราดมีชื่อในขณะนั้นว่า ?บ้านบางพระ? จังหวัดตราด หรือเมืองทุ่งใหญ่ ปรากฏชื่อในทำเนียบหัวเมืองสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2178) ว่าเป็นหัวเมืองชายทะเล สังกัดฝ่ายการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านการคลัง ตราดเป็นหนึ่งในเมืองท่าชายทะเล ที่มีชัยภูมิเหมาะกับการแวะจอดเรือ เพื่อขนถ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เติมเสบียงอาหาร น้ำจืดบริเวณอ่าวเมืองตราด จึงเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขาย

ตราดนับเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายอยุธยา สินค้าที่ส่งออกขายยังแดนไกล โดยเฉพาะของป่า เช่น เขากวาง หนังสัตว์ ไม้หอม และเครื่องเทศต่าง ๆ ล้วนมาจากเขตป่าเขาชายฝั่งทะเลตะวันออก แถบระยอง จันทบุรี ตราด โดยลำเลียงสินค้าผ่านมาตามแม่น้ำเขาสมิง ออกสู่ปากอ่าวตราด

 

ทะเล จ. ตราด

ทะเล จ. ตราด

 

 

เมื่อครั้งสงครามกู้เอกราชสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกตราดเป็นเมืองหน้าด่านกันชน ทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารก่อนเคลื่อนกองทัพเรือออกจากจันทบุรี

ในสมัยรัชการที่ 1 เมืองตราดยังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยทำศึกกับเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์ซึ่งต่อมาหันไปสวามิภักดิ์กับญวน ไทยกับญวนผิดใจกันจนต้องทำสงครามกันในปี พ.ศ. 2371 ตราดเป็นแหล่งกำลังพล และเสบียงอาหารมีการตั้งป้อมค่ายอยู่ที่บ้านแหลมหิน ปากอ่าวเมืองตราด

สมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้ส่งกองทัพเรือเข้ายึดจันทบุรี ปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) และคืนให้ไทยในปี พ.ศ. 2447 โดยแลกกับเมืองตราดตั้งแต่แหลมสิงห์ไปจนถึงเกาะกูด รวมทั้งเมืองปัจจันตคีรีเขตร (เกาะกง) ต่อมารัฐบาลไทยเห็นว่าตราดมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสจึงยินยอมทำสัญญายกเมืองตราดกับเมืองด่านซ้ายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง (เมื่อหันหน้าไปทางปากแม่น้ำ) คืนให้กับไทยโดยแลกเปลี่ยนกับพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยฝ่ายไทยมีพระยามหาอำมาตยาธิบดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระยาศรีเทพตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลไทย ฝ่ายฝรั่งเศสมีเมอซิเออร์รูซโซเรซิดังเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสได้กระทำพิธีส่ง และรับมอบกัน ณ ศาลากลางจังหวัด และฝรั่งเศสยอมถอนทหารออกไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2450

ในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) ฝรั่งเศสพยายามเข้ายึดเมืองตราดอีกเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ล่วงล้ำน่านน้ำไทยอย่างกล้าหาญ รักษาเมืองยุทธศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้

ปี พ.ศ. 2521 เกิดสงครามสู้รบในกัมพูชา ชาวเขมรนับแสนหนีตายทะลักเข้ามาในเขตไทยทางเทือกเขาบรรทัด เขตพรมแดนด้านตะวันออก เส้นทางหลวงหมายเลข 318 จากตัวเมืองตราดเลียบขนานเทือกเขาบรรทัด และชายฝั่งทะเลสู่อำเภอคลองใหญ่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ เมื่อสงครามสงบลงในปี พ.ศ. 2529 เส้นทางสายนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณตลาดหาดเล็ก สุดเขตชายแดนไทย และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางต่อไปยังเกาะกง การขุดพบ ?พลอยแดง? หรือ ?ทับทิมสยาม? ในเขตอำเภอบ่อไร่เมื่อปี พ.ศ. 2514 ก่อกระแสการตื่นพลอย ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชคที่นี่ความเจริญทุกด้านมุ่งสู่บ่อไร่จนกลายเป็นเมืองใหญ่คู่กับตัวเมืองตราด พื้นที่ที่เคยเป็นป่าทึบกลายเป็นหลุมบ่อ เมื่อทรัพย์สินในดินเริ่มหมดไป ในปี พ.ศ. 2534 บ่อไร่กลายเป็นเมืองร้าง เหลือไว้เพียงอาคารร้านค้าซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ บริเวณที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดตราด คือ หมู่เกาะช้าง? ซึ่งประกอบด้วย เกาะช้างและหมู่เกาะใกล้เคียงอีก 47 เกาะ โดยมีเกาะช้างซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจหลายแห่ง นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งน้ำตก และหาดทรายแล้ว ยังมีวิถีชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่น่าสนใจศึกษา เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจนเกินไป และสภาพอากาศที่สามารถเดินทางไปเที่ยวเกือบตลอดทั้งปี หมู่เกาะช้างจึงเป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศนิยมมาท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอาณาบริเวณหมู่เกาะช้าง เช่น บริเวณยุทธนาวีเกาะช้าง น้ำตกธารมะยม น้ำตกธารมะยม น้ำตกคลองพลู น้ำตกคลองนนทรี น้ำตกคีรีเพชร

 

ทะเล จ. ตราด

ทะเล จ. ตราด

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น อ่าวคลองแขวน อ่าวสับปะรด แหลมยายตุ้ย อ่าวผักแว้ง คลองตาติ้น บ้านคลองมาด อ่าวตะเภา อ่าวคลองเจ้า อ่าวกระทึง เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีเพียงบางเกาะเท่านั้นในเขตพื้นที่ของกิ่งอำเภอเกาะกูด ที่ไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-กันยายน) เนื่องจากในฤดูฝนเป็นช่วงที่ทะเลมีมรสุมและคลื่นลมแรง ไม่ปลอดภัยในการเดินทาง

ตราดเป็นเมืองท่องเที่ยวมีเกาะที่สวยงามเป็นอันดับสองรองจากภูเก็ต? ในปีหนึ่งๆมีนักท่องแวะเวียนมาจำนวนมากและมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต การจัดการเพื่อรองรับการพัฒนาจังหวัดตราดนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือระบบการจัดการทั้งด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การจัดการขยะ ของเสียต่างๆ? โดยสิ่งที่ต้องนำมาใช้เพื่อจัดการระบบต่างๆดังกล่าวคือพลังงาน ซึ่งขณะนี้ปัญหาด้านพลังงานไม่ใช่ปัญหาของจังหวัดตราดแต่จังหวัดเดียว หากแต่เป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศจะต้องร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ต่อไป

วิธีทำขนมปังสังขยา

วิธีทำขนมปังสังขยา

 

ขนมปังสังขยา

ขนมปังสังขยา

กรุ่นกลิ่นใบเตย ต้องรสหวานลิ้น กลมกล่อมน้ำตาลมะพร้าวเข้ากัน

ส่วนผสมสำหรับ 2-3 ที่

  • หัวกะทิ 1 ถ้วย
  • น้ำตาลมะพร้าว?1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  • แป้งสาลี?1-2 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ใบเตยสด?3 ใบ
  • แป้งมัน?1-2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

  1. นำใบเตยสดไปปั่นกับน้ำเล็กน้อยจนละเอียดแล้วคั้นกรองเอาแต่น้ำพักไว้ ใส่นมข้นจืดลงในหม้อตามด้วยไข่แดงแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้น ใส่น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย เกลือ หัวกะทิ และน้ำใบเตย คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วค่อยละลายแป้งสาลีและแป้งมันใส่ตามลงไป
  2. นำหม้อขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ คนไปเรื่อยๆ จนแป้งขึ้นเงาและสุกทั่ว จึงยกลง

 

ขนมปังสังขยา

ขนมปังสังขยา

ขอบคุณคลิป วิธีทำขนมปังสังขยา จาก MrFoodandTravel

 

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ราคาเบา เบา

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

วันนี้อยากจะวิภาคเรื่องบอลไทยเสียหน่อย แต่ไม่ขอไปแตะการเล่น เพียงแต่ได้ดูภาพของสนามฟุตบอล ได้เห็นความตั้งใจจริงของเอกชนในการสร้างสนามที่มีคุณภาพสูง แม้ฝนตกนานถึง 6 ชั่วโมงไม่สามารถทำให้สนามแห่งนี้ลดคุณภาพลง คงต้องขอปรบมือให้กับสนามไทยโมบายที่ จ.บุรีรัมย์ ของทีมปราสาทสายฟ้า เมื่อหันกลับมาดูสนามแห่งชาติของเรา ราคาค่าก่อสร้างก็สูงกว่า กลับไร้คุณภาพทั้งสนามภายใต้สังกัดของกรมพละและ กกท. ขืนฝนเทลงมาแบบวันนั้นคงไม่ต่างอะไรกับปลักควาย ที่สำคัญสนามแห่งชาติก็ไม่ควรให้พวกรากมากดี ใช้อิทธิพลมีขอใช้งาน ทั้งเพื่อนนักการเมือง พวกพ้องผู้ใหญ่ในกระทรวง มาเล่นบอลเอามันๆ ไปเล่นสนามอื่นก็ได้ ไม่ใช้สนามแห่งชาติ รัฐบาลใหม่ภายใต้คนที่รู้เรื่องกีฬาเป็นอย่างดี กรุณาจัดการเรื่องนี้ด้วยครับ อายเขาเห็นที่ไรเศร้าทุกที

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

วันนี้อยากจะพาไปกินเย็นตาโฟกันบาง ที่ดังกันมากๆ ในสมัยก่อนต้องเป็นที่เย็นตาโฟวัดแขก แต่วันนี้จะพาไปกินที่แถวๆ ศรีย่านร้านนี้เขาได้ชื่อว่าเป็นเย็นตาโฟฮ่องเต้ศรีย่าน ด้วยเครื่องปรุงแบบเต็มๆ แต่ที่แปลกไปกว่าทุกที่ก็ตรงที่มีไส้และลูกชิ้นทอดเนี้ยละครับนับว่าสุดยอดไปเลย เอามารู้จักร้านนี้กันหน่อยเขาเปิดมากว่า 50 ปีแล้ว อยู่ในซอยห่างจากแยกสัก 20 เมตร บนถนนร่วมจิตต์ คนแถวนี้กินกันแบบติดข้างทางพอฝนตกหน่อยก็ทนเปียกกันบ้างเล็กน้อย แต่แลกกับความอร่อยเขายอมครับผม

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

 

มาชิมกันเลย ผมมากินครั้งนี้กับคุณแอน (ดาราเดลี่) ได้ทีสั่งกันคนละอย่างเห็นชามมันใหญ่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมสั่งเล็กแห้งและเกาเหลา ส่วนคุณแอนก็จัดเส้นเล็กเย็นตาโฟ เอามา… พอเขาเอามาส่งให้ชิมน้ำซุปก่อน ไม่ต้องปรุงเลยนำ้พอดีเอามากๆ ผมจัดแห้งมาหนึ่งชาม ชามนี้ต้องปรุงเล็กน้อยแล้วแต่ชอบ ส่วนผมของเติ่มน้ำตาลเล็กน้อยเข้าทีเลยครับ กินแห้งชามน้ำชามสำหรับผมพอดีครับไม่จุกแต่ถ้าคนตัวเล็กกว่าผมหน่อยคงชามเดียวก็พอ ส่วนราคาบ้านๆ ครับ ไม่ทำร้ายกระเป๋าคนกินแน่นอน

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

พาชิม เย็นตาโฟฮ่องเต้ ศรีย่าน

 

ร้านนี้อยู่ที่ สี่แยกร่วมจิตต์ ถนนร่วมจิตต์ (ถนนที่เชื่อมระหว่างถนนศรีย่านกับถนนไปโรงเรียน ราชินีบน) เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 20 เมตร เห็นร้านเลยครับ เท่าที่ทราบหยุดวันจันทร์ด้วยน่ะ ก่อนไปถ้าไม่แน่ใจโทร 02-699-0110

Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

Latitude : 13.78397
Longitude : 100.51515

ขอขอบคุณเรื่องและภายโดย?ธนา ทุมมานนท์(เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

พาชิม บะหมี่หัวโต ศรีย่าน

ร้านอาหารอร่อยๆ ที่ขายกันมาอย่างยาวนานในกรุงเทพฯ ของเรานั้นก็มีอยู่หลากหลายร้าน ซึ่งระยะเวลาในการขายที่ยาวนานและยังมีลูกค้าแวะเวียนกันไปอย่างไม่ขาดสายนั้นก็เป็นเครื่องรับประกันได้ถึงความอร่อยถูกปาก อย่างเช่นร้านที่ ?ผ่านมาแวะกิน? จะพาไปลองชิมกันในวันนี้ ก็เปิดขายกันมากว่า 40 ปีแล้ว และยังคงเป็นร้านที่ขึ้นชื่อในเรื่องของบะหมี่ในย่านศรีย่าน

 

บรรยากาศที่นั่งภายในร้านบะหมี่หัวโต

บรรยากาศที่นั่งภายในร้านบะหมี่หัวโต

 

 

ร้านนี้มีชื่อว่า ?บะหมี่หัวโต? ที่มีความโดดเด่นอยู่ที่เส้นบะหมี่ที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ คือ จะเป็นบะหมี่เส้นใหญ่ กลม เด้ง ที่ทางร้านทำเองสดๆ ชั่วโมงต่อชั่วโมง มีส่วนผสมของแป้ง ไข่ไก่ และน้ำ โดยไม่ได้ใส่สี หรือสารกันบูดลงไป ส่วนกรรมวิธีการทำก็ยังใช้มือนวดแป้งให้ได้ที่ ก่อนจะใช้เครื่องมาตัดเป็นเส้นๆ

บะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดงหมูกรอบ

บะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดงหมูกรอบ

มาลองชิมเมนูอร่อยของร้าน บะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดงหมูกรอบ (40 บาท พิเศษ 45 บาท) ที่ใช้เส้นบะหมี่ที่ทางร้านทำเอง ส่วนตัวเกี๊ยวนั้นก็ใช้แป้งแบบเดียวกับที่ทำเส้นบะหมี่มาทำเป็นแผ่นแล้วใส่ไส้หมูบดปรุงรส หมูแดงจะเลือกใช้สะโพกหมูมาหมักกับเครื่องเทศต่างๆ ทิ้งไว้ข้ามคืนจากนั้นก็นำมาย่าง ส่วนหมูกรอบจะใช้สามชั้นที่มีเนื้อเยอะมาหมัก ก่อนจะนำไปต้ม แล้วทอดถึงสองครั้ง จากนั้นก็จะนำไปย่าง และอีกหนึ่งความพิเศษของจานนี้ก็คือ จะใส่กระเทียมเจียว ซึ่งเป็นกระเทียมที่ตากแห้งแล้วนำมาเจียวพร้อมกับใส่เครื่องปรุงรสลงไปด้วย ชิมเมนูนี้ได้รสบะหมี่ที่นุ่มเด้ง เกี๊ยวนุ่มเต็มปากเต็มคำ หมูแดงไม่หวานมาก หมูกรอบเนื้อนุ่มหนังกรอบ

ข้าวซี่โครงหมูอบ

ข้าวซี่โครงหมูอบ

จากนั้นมาชิม ข้าวซี่โครงหมูอบ (30 บาท) ที่ใช้ข้าวหอมมะลิหุงสุกร้อนๆ ราดด้วยซี่โครงหมูอ่อนที่นำมาหมักกับเครื่องเทศจีน ก่อนจะนำไปตุ๋นจนเปื่อยถึง 4 ชั่วโมง และเสิร์ฟมาพร้อมกับคะน้าฮ่องกงลวก ลองชิมแล้วซี่โครงหมูเปื่อยนุ่มละลายในปาก น้ำราดที่ได้จากการตุ๋นซี่โครงก็หวานหอมดี คะน้าฮ่องกงกรอบๆ กินคู่กันเพิ่มรสชาติ และมาถึงเมนู กระเพาะปลา (30 บาท พิเศษ 40 บาท) ทางร้านใช้กระเพาะปลาแท้ๆ มาล้างและต้มหลายเที่ยว ทำให้ไม่คาว ไม่มัน ส่วนตัวน้ำซุปนั้นต้มแยกกันต่างหาก เป็นกระเพาะปลาสไตล์จีนที่ใส่ทั้งเลือด น่องไก่ หน่อไม้ เห็ดหอม และไข่นกกระทา ซึ่งเวลาจะเสิร์ฟนั้นถึงจะนำน้ำซุป กระเพาะปลา และเครื่องเคราต่างๆ มาปรุงผสมกัน กระเพาะปลาชามนี้หอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อมแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม แต่ถ้าใครที่ชอบให้มีรสชาติจัดจ้านขึ้น จะเติมจิ๊กโช่วลงไปอีกเล็กน้อยก็ยังได้

กระเพาะปลา น่ากินมาก

กระเพาะปลา น่ากินมาก

ส่วนเมนูกินเล่นที่ร้านนี้ก็มีให้ลองชิม อย่างเช่น ปอเปี๊ยะสด (20 บาท) ที่จะใช้แผ่นแป้งปอเปี๊ยะมาห่อกับไส้ที่ใส่มาทั้งหมูตั้ง กุนเชียง เต้าหู้พะโล้ ถั่วงอก แตงกวา และไข่เจียว ส่วนน้ำราดจะเป็นสไตล์จีนที่มีส่วนผสมของน้ำมะขามเปียก น้ำกะทิ พริกไทย และเครื่องเทศจีน นำมาเคี่ยวรวมกันหลายชั่วโมงเพื่อให้ได้น้ำราดที่เหนียวข้น ชิมปอเปี๊ยะสดได้รสหวานๆ เค็มๆ หอมเครื่องเทศจีน

ปอเปี๊ยะสด

ปอเปี๊ยะสด

ส่วนอีกเมนูหนึ่งที่ลองชิมก็คือ ปอเปี๊ยะทอดและถุงทอง (20 บาท) เริ่มจากปอเปี๊ยทอดที่นำแป้งปอเปี๊ยะมาห่อกับไส้วุ้นเส้น ผสมกับหมูสับและผักรวม ก่อนจะนำไปทอด ส่วนถุงทองจะใส่ไส้ ข้าวโพด แครอท ถั่วลันเตา และหมูสับ จากนั้นก็นำไปทอดให้เหลืองกรอบ ชิมทั้งสองอย่างนั้นกรอบนอกนุ่มใน จิ้มกับน้ำจิ้มหวานที่ทางร้านเคี่ยวเอง ซึ่งจะได้รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ จากบ๊วย ซึ่งหากใครอยากจะกินปอเปี๊ยะทอด หรือถุงทองเพียงอย่างเดียว ก็สามารถสั่งแยกเป็นจานๆ ก็ได้ หรือจะสั่งรวมกันมาในจานเดียวแบบเราก็ไม่ว่ากัน

ปอเปี๊ยะทอดและถุงทอง

ปอเปี๊ยะทอดและถุงทอง

หรือถ้าใครอยากลองเมนูอื่นๆ ก็แวะเวียนมาลิ้มชิมรสกันได้ทั้ง บะหมี่หมูแดงแห้ง/น้ำ (25 บาท พิเศษ 30 บาท) เกี๊ยวหมูกรอบแห้ง/น้ำ (30 บาท พิเศษ 35 บาท) ข้าวหมูแดงหมูกรอบ (30 บาท พิเศษ 35 บาท) ข้าวไก่ย่างเทริยากิ (30 บาท) เป็นต้น นักกินคนไหนที่ชื่นชอบบะหมี่เหนียวนุ่มรสชาติถูกปากแบบนี้ ก็ต้องไปลองชิมกันที่ร้าน ?บะหมี่หัวโต?

 

ร้าน ?บะหมี่หัวโต? ตั้งอยู่ที่ 436/28 ถ.นครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. การเดินทางจากถนนนครไชยศรี ให้วิ่งตรงมาทางตลาดศรีย่าน จนถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งมาอีกประมาณ 100 เมตร สังเกตทางซ้ายมือจะมีทางเข้าห้างท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้เลี้ยวเข้าไป ร้านบะหมี่หัวโตจะอยู่ด้านหลังห้าง สามารถจอดรถได้บริเวณที่จอดรถของห้าง (เสียค่าจอด) ทางร้านรับออกงาน รับทำอาหารกล่อง และมีบริการเดลิเวอรี่ (คิดค่าส่งตามระยะทาง) ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. (มีวันหยุดเดือนละ 2-3 ครั้ง ควรโทรศัพท์ถามก่อน) โทร. 08-9171-3883, 08-0588-7771

ชื่อร้าน :?บะหมี่หัวโต

ประเภทอาหาร : อาหารจานเดียว

เมนูจานเด่น : บะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดงหมูกรอบ,ข้าวซี่โครงหมูอบ,กระเพาะปลา,ปอเปี๊ยะสด,ปอเปี๊ยะทอด,ถุงทอง

บรรยากาศร้าน : โปร่งโล่ง

ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 436/28 ถ.นครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. การเดินทางจากถนนนครไชยศรี ให้วิ่งตรงมาทางตลาดศรีย่าน จนถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งมาอีกประมาณ 100 เมตร สังเกตทางซ้ายมือจะมีทางเข้าห้างท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้เลี้ยวเข้าไป ร้านบะหมี่หัวโตจะอยู่ด้านหลังห้าง

สถานที่จอดรถ : สามารถจอดรถได้บริเวณที่จอดรถของห้าง (เสียค่าจอด)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. (มีวันหยุดเดือนละ 2-3 ครั้ง ควรโทรศัพท์ถามก่อน)

เบอร์โทรศัพท์ : โทร. 08-9171-3883, 08-0588-7771 ทางร้านรับออกงาน รับทำอาหารกล่อง และมีบริการเดลิเวอรี่ (คิดค่าส่งตามระยะทาง)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก?ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

พาชิม ก๋วยเตี๋ยวแคะ ณ.วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

พาชิม ก๋วยเตี๋ยวแคะ ณ.วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

ก๋วยเตี๋ยวแคะ ลูกชิ้นทางร้านเค้าปั้นเอง?หน้าตาก๋วยเตี๋ยวดููจืดๆ เนอะ…. ลืมไปว่าปรกติกินแต่ก๋วยเตี๋ยวต้มยำคราวนี้กินก๋วยเตี๋ยวน้ำ เลยรู้สึกแปลกๆ

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

เกี๋ยวเตี๋ยวแคะ วงเวียนใหญ่

 

ลูกชิ้นเกี๊ยวกุ้ง อร่อยๆๆๆๆ งะ แต่ไงมีลูกเดียวเอง น่าเสียดายจริงๆ?หันไปขโมยลูกชิ้นปลาในห่อบะหมี่แห้งกินดีกว่า ฮ่าๆๆๆ อร่อยๆจิงๆด้วย

หวานใจกินคนเดียว 2ห่อ ไม่พอ ยังกินลูกชิ้นทอดอีก 30 บาท อิ่มท้องกันสองคนเรียบร้อย

ตามความคิด ก๋วยเตี๋ยวแคระร้านนี้ลูกชิ้นอร่อยจิง..

 

ขอบคุณ ภาพและเนื้อหา จากคุณ?I’m ThoaLeks จาก bloggang

พาเที่ยว ล่องแก่งหินเพิง เขาใหญ่ ปราจีนบุรี

 

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

เทศกาลล่องแก่งหินเพิง กำหนดการจัดงาน : เดือนกรกฎาคม ? ตุลาคม 2554สถานที่จัดงาน : ณ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 (ขญ.9) ต.สะพานหิน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

รายละเอียดกิจกรรม เริ่มแล้ว ความมันส์ ความสนุก ที่มาพร้อมกับ ฤดูฝน ?การล่องแก่ง กิจกรรมสุดมันส์ สำหรับผู้ที่รักความท้าทาย ตื่นเต้น สนุกสนาน ปีละครั้งเท่านั้นสำหรับเทศกาลล่องแก่งหินเพิง?? ? ?กิจกรรมล่องแก่งหินเพิง เป็นจุดขายหลักทางการท่องเที่ยวของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่องได้เพียง 5 เดือน ตั้งแต่มิถุนายน ? ตุลาคม เท่านั้น ถือว่าเป็นแก่งน้ำที่ท้าทายผู้รักธรรมชาติและการผจญภัยให้เดินทางมาทดสอบก่อนใครในช่วงฤดูฝนนี้

 

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

การล่องแก่งหินเพิง เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องคำนึกถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ด้วยลักษณะของแก่งหินเพิงถือว่ามีความยากระดับ 3 – 5 การล่องต้องใช้ทักษะและความระมัดระวัง ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น ตามแก่งต่าง ๆ ทั้ง 6 แก่ง จึงมีหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำทุกจุด ทุกคนผ่านการฝึกอบรมและทดสอบการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทางน้ำ มีชูชีพ เชือก อุปกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดอย่างพร้อมเพรียงตลอดฤดูกาล ล่องแก่ง

ในช่วงเทศกาลล่องแก่งระหว่างเดือน มิถุนายน – ตุลาคมนั้น ทางอุทยานฯ ได้วางมาตรการป้องกันอุบัติเหตุไว้เรียบร้อย มีหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำทั้ง 6 แก่ง ไม่ต้องกลัว และยังได้จัดเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าต้นน้ำ ถ้าเห็นน้ำป่ามาเยอะก็จะมีการเตือนภัยและประกาศห้ามล่องแก่งช่วงนั้น อีกทั้งได้ออกกฎระเบียบให้ผู้ประกอบการล่องแก่ง ประกันชีวิตให้กับผู้ล่องแก่งทุกคน ส่วนนายท้ายเรือและหัวเรือทุกคนก็ต้องผ่านการอบรมและทดสอบการพายเรือยาง ต้องมีวุฒิบัตรรับรอง?การล่องแก่งหินเพิง นักท่องเที่ยวจะต้องผ่านบทพิสูจน์ของแก่งจำนวน ?6 แก่งได้แก่แก่งหินเพิง ? แก่งวังหนามล้อม ? แก่งวังบอนแก่งลูกเสือ ? แก่งวังไทร ? และ ?แก่งงูเห่า

ในช่วงสัปดาห์ล่องแก่งหินเพิง (ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ) จะมีการแสดงมหรสพการจำหน่ายสินค้า OTOPและการแข่งขันต่าง ๆ มากมาย จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาที่ปราจีนฯ โดยเฉพาะที่อำเภอนาดี มีพื้นที่ป่าเยอะที่สุด เพราะมีอุทยานแห่งชาติถึง 3 แห่งด้วยกัน ที่สำคัญมีที่พักให้เลือกมากมายทั้งโฮมสเตย์ รีสอร์ท และโรงแรม ซึ่งในจำนวนนี้ก็ลดราคาได้ ขอให้บอก

 

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง เขาใหญ่

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ล่องแก่ง ที่แก่งหินเพิง

ที่นี่มีจุดเด่นหลายอย่าง สามารถมาเที่ยวได้ทั้งธรรมชาติและเที่ยวแบบผจญภัย ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นโอสถธรรมชาติที่สามารถเติมพลังให้แก่ชีวิตได้อย่างดี ?ถ้าอยากเที่ยวน้ำตกก็ต้องไปอำเภอประจันตคาม หรือจะเดินป่าท่องไพรในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เส้นทางเขาสมอปูน?สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมชมรมผู้ประกอบการล่องแก่งหินเพิง ?โทร. +663745 1204ททท. สำนักงานนครนายก ?โทร. +66 3731 2282, +66 3731 2284

 

 

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ท่องเที่ยวผจญภัย ถ่ายภาพเห็ดแชมเปญ

 

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

 

?เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า? เป็นสถานที่ที่มีเขตเชื่อมต่อมาจาก ?เขาใหญ่? อยู่ในเขตตำบลท่ามะปราง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งสิ้น 13,750 ไร่ เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2543 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการแบ่งเบาภาระในเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และเน้นการปฏิบัติงานด้านป่าไม้ 3เรื่องคือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, การศึกษาวิจัยค้นคว้าด้านวิชาการ และการบริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

จุดที่น่าสนใจหลัก ๆ ของที่นี่คือจุดชมวิวมอเครือ ที่สามารถชมทรรศนียภาพมุมกว้างสุดสายตา, น้ำตกเจ็ดคต ที่มีต้นกำเนิดจากลำห้วยเจ็ดคต ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตก 4 แห่งคือ เจ็ดคตเหนือ, เจ็ดคตกลาง, เจ็ดคตใต้ และเจ็ดคตใหญ่ ตามลำดับ และเส้นทางการท่องไพรเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่แบ่งเป็นรอบเล็ก, กลางและใหญ่

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากกทม.และยังคงสภาพธรรมชาติเอาไว้ให้ได้มากทำให้ที่นี่เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวนิยมไพรและธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดจะมีผู้มาใช้บริการกันอย่างคับคั่งเลยทีเดียว เจ็ดคตกำลังเป็นที่เล่าลือในหมู่นักถ่ายภาพธรรมชาติ เพราะที่นี่มีทั้งผีเสื้อหลากลหายสายพันธุ์และเห็ดชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะเห็ดถ้วยหรือ ?เห็นแชมเปญ? และเห็ดถ้วยขนก็มีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างมากในพื้นที่แห่งนี้เช่นกัน เพียงแต่ว่าต้องเลือกมาให้ถูกช่วงเวลานั้นก็คือช่วงค่อนปลายฤดูฝน ซี่งความชื้นจะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเห็ดทั้งหลายเหล่านี้

?เจ็ดคต? นั้นกำลังขึ้นชื่อในเรื่องของการถ่ายภาพเห็ด เพราะที่นี่มีเห็ดหลากหลายสายพันธุ์รอเวลาเติบโตเมื่อสภาพอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมโดยเฉพาะเห็ดแชมเปญ,เห็ดถ้วยขนก็มีอยู่มากเช่นกัน (ช่วงเวลาที่เหมาะคือ ส.ค.-ก.ย.)

การเดินทาง
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เจ็ดคต-โป่งก้อนเสา ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ระยะทางรวมจากกรุงเทพ ประมาณ 130 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ไปจนถึงสระบุรี แยกขวาไปทางโคราช กดเลขไมล์ได้ประมาณ 18-20 กม. ก็จะขึ้นเนินเทศบาลทับกวาง ด้านซ้ายจะเป็นโรงเรียนอนุบาลทับกวาง ให้กลับรถแล้วชิดซ้าย วิ่งกลับมาอีกเล็กน้อยจะมีป้ายบอกทางเห็นชัดเจน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยตรงศูนย์โยเร (ถนนเทศบาล 3) วิ่งตรงเข้ามาอีกประมาณ 20 กม. จะถึงอ่างเก็บน้ำโป่งก้อนเสา ดูป้ายเลี้ยวซ้ายแยกทางหลักก็ถึงด่านแรก

เสบียงทั้งหลายขอให้เตรียมเข้ามาเองเพราะในศูนย์ไม่มีอาหารจำหน่าย (มีเฉพาะเครื่องดื่มและอาหารแช่แข็งเท่านั้น) ในถนนเทศบาล 3 มีร้านขายของชำเล็ก ๆ 2-3 ร้าน และมีร้านขายอาหารตามสั่งแค่ร้านเดียวที่ด่านก่อนเข้าศูนย์ ร้านนี้คือร้านฝากท้องสำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมเสบียงมา มีสินค้าและเครื่องดื่มจำหน่ายในแบบร้านชำทั่วไป ในศูนย์มีบ้านพักทั้งแบบแอร์และพัดลม รวมไปถึงลานกางเต้นท์ใกล้ ๆ กัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์ 089-237-8659, 085-963-3520

 

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

เจ็ดคต-โป่งก้อนเส่า

ขจัดเครียด สไตล์ญี่ปุ่นที่ “เทนโช ยากิโทริ”

 

เทนโช ยากิโทริ

เทนโช ยากิโทริ

หลังเลิกงานหนุ่มสาวออฟฟิศย่านธุรกิจที่เคร่งเครียดกับงานมาทั้งวัน อาจอยากหาร้านอาหารอร่อยๆ ฝากท้อง หรือแวะล้อมวงกินดื่มก่อนฝ่ารถติดกลับบ้าน “เทนโช ยากิโทริ” ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้ราว 4 เดือน
ย่านถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ประกาศตัวขอเป็นแม่เหล็กริมทางคอยดูดคออาหารญี่ปุ่นสไตล์เทอริยากิ และชื่นชอบแฮงเอาท์เข้าเส้น ให้เข้ามาคลายเครียดกับรายการของอร่อยที่เขาคัดสรรมาเป็นทางเลือก

เทนโช ยากิโทริ

เทนโช ยากิโทริ

บรรยากาศภายในร้านถูกตกแต่งตามกระแสนิยมสไตล์ญี่ปุ่นแซมโมเดิร์น ด้วยการเลือกใช้สีโทนน้ำตาลดำให้ดูเข้มขรึม ด้านในร้านทำเป็นบาร์เปิดโล่ง สั่งอาหารแล้วฆ่าเวลาระหว่างรอด้วยการเมียงมองขั้นตอนการปรุงแบบใกล้ชิดติดครัวกันเลย ดูไป กินไป ฟังเพลงเพราะๆ ที่เปิดคลอเคล้า รับรองเจริญอาหารกว่าเคย หรือถ้าช่วงอากาศดีๆ ฝนไม่ตกเฉอะแฉะให้รำคาญใจ โซนโอเพ่นแอร์นั่งรับลมชิลๆ ด้านนอกก็เป็นที่หมายปองของคอแฮงเอาท์ แต่โซนนี้รับลูกค้าได้ไม่มากนัก อยากนั่งจริงๆ คงต้องยกหูจองกันล่วงหน้าจะได้ไม่พลาด

มาว่าด้วยเรื่องของอาหารการกินกันบ้าง เทนโช ยากิโทริ นำเสนออาหารแนวปิ้งย่างรสชาติต้นตำรับแท้ๆ จากญี่ปุ่น สำหรับเมนูขึ้นชื่อที่มาแล้วต้องสั่ง อย่างแรกเป็น ไก่ย่างถ่านราดด้วยท็อปปิ้งหน้าต่างๆ เสียบไม้เรียงมาในจานอารมณ์คล้ายบาร์บีคิว แถมมีหลายหน้าให้เลือกตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าวาซาบิสดรสชาติจี๊ดจ๊าด หน้าชีสรสชาติออกเค็มๆ มันๆ หน้าพิซซ่าญี่ปุ่น กรุบกรอบด้วยผักหลายชนิด หรือจะเป็นหน้าไข่ปลาค็อดที่รสออกเค็มเล็กน้อย เข้าปากพร้อมไก่ย่างเข้ากันลงตัวพอดี


สำหรับคนชอบสลัด อยากให้ลองเปลี่ยนจากหน้าตาและรสชาติที่คุ้นเคยมาเป็น สลัดไก่ย่างถ่าน เพื่อคนรักสุขภาพ เพราะเขาเลือกใช้ผักสลัดสด นานาชนิดคลุกเคล้าด้วยซอสญี่ปุ่นสูตรเฉพาะของทางร้าน กินพร้อมไก่ย่างถ่านกลิ่นหอมกรุ่นอร่อยทีเดียว แต่หากตั้งใจจะรับประทานมื้ออร่อยนี้เป็นอาหารเย็นไปในตัวลองสั่งเมนูหนักท้องอย่าง ข้าวปั้นหน้าไก่ย่างเทอริยากิ หรือ ข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น มาร่วมโต๊ะรับรองไม่ผิดหวัง และถ้าจะให้ครบครันแนะนำให้ลอง หม้อไฟหมูกิมจิ มาซดให้คล่องคอ เขาใช้กิมจิสูตรพิเศษปรุงรสให้จัดจ้านถูกปากคนไทย แถมยังเรียกเติมน้ำซุปได้ไม่อั้นอีกด้วย
อิ่มท้องมื้อเย็นแล้วยังอยากนั่งต่อชิลๆ รอจังหวะรถราว่างถนนโล่ง ลองกางเมนูเครื่องดื่มทางร้านมีบริการสารพัดน้ำสไตล์ญี่ปุ่น จะเลือกเป็นเบียร์ญี่ปุ่น สาเก โซจู หรือค็อกเทลก็ชวนตื่นตาเร้าใจไม่น้อย ส่วนขาดริงก์ที่อยากลองหลายๆ แบบ ขอบอกว่าเขามีบุฟเฟ่ต์ให้ดื่มด่ำจนจุใจ แต่ต้องนัดกันไปทุกวันพุธและศุกร์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่มนะ ซึ่งหนทางนี้อาจไม่เหมาะกับสาวๆ รักษาภาพลักษณ์ เพราะฉะนั้นสั่งเครื่องดื่มเบาๆ อย่างโซจูผสมน้ำผลไม้ สีสันสวยงามมีทั้ง สตรอเบอร์รี่ โซจู แมงโก้ โซจู พีชโซจู หรือ ลิ้นจี่ โซจู มาจิบทีละนิดจะดีกว่า คงทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นค่ำคืนแห่งความสุข และสนุกเกินบรรยายจริงๆ
เอาเป็นว่า เย็นวันไหนมีอารมณ์อยากสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ไปกันได้ ร้านหาไม่ยากอยู่ปากซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 9 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงจัดเต็มไปจนถึงตี 1 หรือจะยกหูกริ๊งกร๊างไปสอบถามเพิ่มเติมก่อนก็ได้ที่โทร.0-2675-4447

 

เทนโช ยากิโทริ

เทนโช ยากิโทริ

?พิพิธภัณฑ์ฯพาณิชย์นาวี? แหล่งท่องเที่ยวมากความรู้ คู่เมืองจันท์

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี

แวะเวียนมาเทียวเมืองจันท์อีกหน วันนี้อยากแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ และเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ?พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี? ทุกครั้งที่ได้ยินคนชวนมาเที่ยวจันทบุรี ผมมักจะคิดถึงทะเล และสวนผลไม้ ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ แต่ที่จริงแล้วเมืองจันท์ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย อย่าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ที่วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ มีโอกาสเดินทางมาพร้อมกับ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ และ สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก เพื่อชมพิพิธภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจของจันทบุรีและประเทศไทยแห่งนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี เกิดขึ้นจากการที่กรมศิลปากร ได้ตั้งฐานปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำขึ้นที่ท่าแฉลบ และตั้งศูนย์การอนุรักษ์โบราณวัตถุใต้ทะเลขึ้นที่ ค่ายเนินวง ต.บางกจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งได้มีการสำรวจทางโบราณคดีใต้น้ำพบโบราณวัตถุจากซากเรือจมในอดีตมากมาย ประกอบกับการที่กองทัพเรือสามารถตรวจจับและยึดโบราณวัตถุจากนักล่าสมบัติใต้ทะเลชาวต่างชาติที่แอบมาลักลอบค้นหาในท้องทะเลไทยได้อยู่บ่อยครั้ง

พอนานวันเข้าโบราณวัตถุใต้ทะเลก็มีจำนวนมากขึ้นเป็นปริมาณมากกว่าหมื่นๆชิ้น กรมศิลป์จึงดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีขึ้นในปี พ.ศ. 2537 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานทางโบราณคดีใต้น้ำ พร้อมด้วยเรื่องราวของการพาณิชย์นาวีไทยใช้พื้นที่บริเวณโบราณสถานค่ายเนินวง ตำบลบางกะจะ เป็นสถานที่ตั้ง โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์

ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ

ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ

 

พอเดินเข้ามาด้านในของพิพิธภัณฑ์แล้วจะเห็นได้ว่าที่นี่พื้นที่กว้างขวางพอสมควร มีลักษณะเป็นอาคารแฝด 2 ชั้น ภายในมีการแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 6 ห้อง ถึงจะไม่หรูหราและทันสมัยมากนัก แต่ทุกส่วนสัดภายในพิพิธภัณฑ์ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว สะดุดตาตั้งแต่ห้องแรก??ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ? ที่พอเดินเข้ามาก็จะพบกับเรือสินค้าลำมโหฬาร ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่กลางห้อง
จุดเด่นของเรือลำนี้ไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตเท่านั้น แต่ผู้ร่วมเดินทางทุกคนล้วนสงสัยเหมือนผมว่าทำไมต้องมี รูปตาอยู่ด้านข้างทั้งสองฝั่ง และมีรูปยักษ์อยู่ด้านหน้าเรือด้วย

ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้เป็นการวาดเล่นให้เป็นเอกลักษณ์ของเรือเฉยๆอย่างที่ผมคิด แต่ในน่านน้ำจะแบ่งประเภทเหลือด้วยตาด้านข้างของเรือ อย่างเรือที่ตาดำมองออกไปยังเบื้องหน้าคือ เรือสินค้า เรือที่มีตาดำมองเหลือบลงไปในทะเลคือเรือประมง และเรือที่มีรูปตาตัดเหลือเพียงครึ่งเดียวคือเรือโจรสลัด นับเป็นความรู้ใหม่ที่ถ้าไม่ได้มาที่นี่คงไม่ได้รู้

 เรือสินค้า

เรือสินค้า

เรือลำนี้มีส่วนของการจัดแสดง 2 ชั้น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปในเรือเดินชมห้องต่างๆ ของเรือได้ทั้งหมด บนชั้น 2 ของเรือจะมีการจัดแสดงองค์ประกอบสำคัญๆของเรือสำเภาโบราณครบครันทั้ง ใบเรือ พังงาเรือ ลูกตะเภา รวมถึงหุ่นจำลองลูกเรือที่ทำหน้าที่ต่างๆด้วยท่าทางแข็งขัน อย่างจับกังหรือจุมโผ่ แบกหามกระสอบสิ่งของต่างๆ มีคนดึงเชือกใบเรือ มีเฒ่าเต้งมาทำหน้าที่คอยดูแลสมอเรือ และที่ดาดฟ้ามีไต้ก๋งยืนคุมคนงานอยู่อีกที ชั้นล่างเรือจัดแสดงวิถีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายของชาวเรือ และโบราณวัตถุที่ขุดพบจากทะเลต่างๆ
เสร็จจากชมและรับความรู้มากมายจากเรือสินค้าลำใหญ่แล้ว เราได้เดินทางชมรอบพิพิธภัณฑ์ต่อที่ละห้องเริ่มจาก ?ห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ? ในห้องนี้จะทำให้ทุกคนรู้ว่าโบราณคดีใต้น้ำ แตกต่างจากบนบกอย่างไร พร้อมกับมีการจำลองวิถีการทำงานของนักโบราณคดีใต้น้ำมาจัดแสดงให้ชมกันอีกด้วย จากนั้นมาต่อที่ ? ?ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ? เป็นห้องที่แสดงการเก็บรักษาโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์นับหมื่นๆชิ้น ที่ปกติพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอื่นๆจะไม่เปิดเผยความลับ นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดถ้าได้มาที่นี่
อีก 3 ห้องที่เหลือก็มีความสำคัญและน่าชมไม่แพ้กันอย่าง ?ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ? ที่จัดแสดงเรือชนิดต่างๆไว้มากมายในรูปแบบโมเดลเรือจำลอง มีทั้ง เรือพระราชพิธี เรือรบสมัยใหม่ เรือสำเภา และเรือพื้นบ้านที่บางลำแทบหาดูไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีซากเรือโบราณอายุประมาณ 200 ปี ขุดขึ้นมามาจากไม้ตะเคียนต้นเดียวแต่ว่ายังขุดไม่เสร็จ ซึ่งเจ้าหน้าที่เราให้ฟังว่ามีการสันนิษฐานไว้หลายทาง แต่ที่ฟังแล้วต้องขนลุกคงหนีไม่พ้นคงเป็นเรื่องอาถรรพ์ไม้ตะเคียน

ลัดเลาะต่อมาเรื่อยๆก็มาถึง ?ห้องของดีเมืองจันท์? ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองจันท์ และจัดแสดงของดีขึ้นชื่ออย่าง ผลไม้ พลอย เสื่อ ฯลฯ ปิดท้ายด้วย ?ห้องบุคคลสำคัญ? ห้องที่รำลึก เชิดชูพระมหาวีรกรรมขององค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในครั้งทำสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวบรวมพลที่จันทบุรี
อยากให้ทุกคนลองเข้ามาสัมผัสเรื่องราวดีๆที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดูสักครั้ง เลิกคิดว่าการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่างๆเป็นเรื่องน่าเบื่อ แล้วจะรู้ว่าความรู้ที่เราจะได้รับกลับไปจากพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งนั้นมีมากมายแค่ไหน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ค่ายเนินวง ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี เปิดทำการตั้งแต่วันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 3939 1431,0 3939 1433

 

ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ

ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ

ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ

ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เดลินิวส์ออนไลน์

?ขนมจีนบ้านผู้การ? สูตรโบราณ รสทีเด็ด

 

บรรยากาศภายในร้านขนมจีนบ้านผู้การ

บรรยากาศภายในร้านขนมจีนบ้านผู้การ

จะทำการทำงานอะไรสมัยนี้ใครก็ว่าจะต้องมีเส้นไว้ก่อนเป็นดี แต่ ?ผ่านมาแวะกิน? ก็ไม่รู้จะไปหาเส้นใหญ่เส้นโตได้ที่ไหน ที่พอจะหาได้ก็คงเป็นเส้นขนมจีนที่จะพาไปลองชิมกันในมื้อนี้ ?เส้นขนมจีนที่ว่านี้อยู่ที่ร้าน ?ขนมจีนบ้านผู้การ? ในละแวกบางลำพู ที่ตั้งขึ้นโดย พันเอกพิเศษรังสรรค์ สุขสโมสร โดยนำสูตรขนมจีนแบบโบราณมาจากคุณแม่มาปรุงให้ลูกค้าได้ชิมกัน ซึ่งภายในร้านก็มีให้ชิมทั้งขนมจีนน้ำพริก น้ำยา ซาวน้ำ และแกงเขียวหวาน รวมถึงยังมีอาหารไทยๆ เมนูอื่นอีกด้วย

 

 

ขนมจีนซาวน้ำ

ขนมจีนซาวน้ำ

ส่วนการตกแต่งร้านนั้นก็เน้นในแนวธรรมชาติ สบายตาและนั่งสบาย มีให้เลือกทั้งชั้นล่าง และชั้นบนที่เป็นห้องปรับอากาศ และยังมีมุมกาแฟสดให้บริการกับลูกค้าด้วย ?มาลองชิมเมนูเส้นๆ กันดีกว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราเลือกสั่ง ขนมจีนซาวน้ำ (40 บาท) ที่เป็นสูตรแบบโบราณ คือนอกจากจะมีเครื่องเคราต่างๆ วางคู่มากับเส้นขนมจีนแป้งหมัก ทั้งสับปะรด กุ้งแห้งป่น ขิงซอย กระเทียมซอย และพริกขี้หนูซอยแล้ว ก็ยังใส่แจงลอนปลากราย ที่ใช้เนื้อปลากรายล้วนๆ มานวดพร้อมกับปรุงรส แล้วปั้นเป็นลูกๆ นำลงไปต้มจนสุกในน้ำกะทิ แล้วตักแจงลอนขึ้นมาเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงอื่นๆ ราดด้วยหัวกะทิ เทคนิคในการกินให้อร่อยก็ต้องคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน พอลองชิมแล้วแจงลอนนุ่มเด้ง ส่วนตัวขนมจีนนั้นได้รสหอมมัน ได้ความเปรี้ยวหวานจากสับปะรด ความเค็มเล็กน้อยจากกุ้งแห้ง และความเผ็ดจากขิงและพริกขี้หนู

 

 

ขนมจีนน้ำพริก

ขนมจีนน้ำพริก

 

 
เมนูถัดมา คือ ขนมจีนน้ำพริก (40 บาท) ทางร้านใช้ถั่วทองคั่วมาต้มแล้วผสมกับเนื้อกุ้งสดที่บดแล้ว นำมาเคี่ยวรวมกัน ใส่หอมแดง กระเทียม แล้วปรุงให้ออกสามรส ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม จากนั้นก็โรยหน้าด้วยหอมทอด และกระเทียมเจียว ลองชิมน้ำพริกจะได้รสชาติแบบสามรส ที่ความเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์มาจากน้ำมะกรูด น้ำมะนาว และน้ำมะขามเปียก กินคู่กับผักเรื่องเคียงอย่าง ถั่วฝักยาวต้ม ผักบุ้งต้ม และหัวปลีซอย ก็เข้ากันเป็นอย่างดี

 

 

ขนมจีนน้ำยา

ขนมจีนน้ำยา

ตามมาด้วยอีกหนึ่งเมนูเส้น ขนมจีนน้ำยา (40 บาท) ที่ตัวน้ำยาจะใช้เนื้อปลาช่อนมาต้มกับสมุนไพรเพื่อไม่ใช้คาว จากนั้นก็แกะมาใช้แต่เฉพาะเนื้อ นำลงไปต้มกับน้ำกะทิ ใส่พริกแกงที่ทางร้านโขลกขึ้นมาเอง โดยใช้กระชาย พริก หอมแดง และกระเทียม นำไปต้มแล้วโขลกให้ละเอียด ก่อนจะนำมาใส่น้ำกะทิที่ต้มกับเนื้อปลา จากนั้นก็ปรุงรส ตักราดมาเสิร์ฟพร้อมกับผักต่างๆ อาทิ ใบแมงลัก ถั่วงอกลวก กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว และผักกาดดอง ลองชิมน้ำยารสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม ไม่เผ็ดมากเกินไป

 

 

 

ข้าวผัดปลาสลิด

ข้าวผัดปลาสลิด

นอกจากเมนูเส้นๆ แล้ว ก็ลองมาชิมอาหารไทยจานอื่นดูบ้าง อย่างเช่นเมนูนี้ ข้าวผัดปลาสลิด (50 บาท) ที่ใช้ข้าวหอมมะลิมาผัดกับหอมแดงซอยและพริกขี้หนู จากนั้นก็ปรุงรสเล็กน้อย ส่วนปลาสลิดแกะเอาแต่เนื้อแล้วนำไปทอดจนกรอบ ก่อนจะวางมาบนข้าวที่ผัดเสร็จแล้ว เสิร์ฟพร้อมกับแตงกวาและมะนาวหั่นเป็นชิ้น ลองชิมข้าวผัดรสชาติกลมกล่อมดี เข้ากับปลาสลิดกรอบที่เค็มเล็กน้อย ส่วนถ้าใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านก็บีบมะนาวเพิ่มเติมลงไปได้ตามชอบ

 

ห่อหมกเนื้อปลา

ห่อหมกเนื้อปลา

ปิดท้ายกับเมนู ห่อหมก (เนื้อปลา 35 บาท พุงปลา 45 บาท) ทางร้านใช้ปลาช่อนมากวนกับพริกแกงที่โขลกเอง นำมาห่อใส่ใบตองที่รองด้วยกะหล่ำปลี โหระพา หรือใบยอ จากนั้นก็นำไปนึ่งด้วยเตาถ่าน ลองชิมห่อหมกก็ได้รสกลมกล่อมหอมมัน เครื่องพริกแกงไม่เผ็ดมาก และยังได้เนื้อปลาแบบเต็มคำ? ? ? ?? ? ? ?แต่ถ้าหากใครที่ยังไม่อิ่ม ทางร้านก็ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่น่ามาลองลิ้มกันอีก อาทิ ข้าวหมูทอดน้ำมันหอย (40 บาท) แกงเขียวหวานไก่ (40 บาท) แกงเขียวหวานหมูพริกขี้หนู (40 บาท) หมี่กรอบ (60 บาท) และ ลอดช่อง (15 บาท) เป็นต้น? ? ? ?? ? ? ?ใครอยากจะมาเพิ่มเส้นอร่อยแบบนี้ให้กับกระเพาะของตัวเอง ก็ตรงกันมาได้ที่ร้าน ?ขนมจีนบ้านผู้การ? รับรองว่าจะต้องอิ่มท้องกับขนมจีนอร่อยๆ อย่างแน่นอน…

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปูหมูหวาน อร่อย

 

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ เป็นร้านที่เก่าแก่มากๆ ครับ ท่องกี่ที่ไปครั้งแรกก็เด็กมากซัก 30 กว่าๆมาแล้ว แต่ก็ยืนหยัดได้สมกับเป็นเจ้าของบะหมี่ปูหมูหวาน อาหารจานนี้นับว่าสุดจริงๆ ได้อยากให้ทุกคนได้ไปลิ้มลอง แล้วจะลืมไม่ลง…

 

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

 

สายลมได้พัดผ่านกว่าครึ่งปี 54 มีการเปลี่ยนแปลงอันมากมาย ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่บนความขัดแย้ง การที่พวกเราจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปคงต้องใช้วุฒิภาวะอย่างสูง การเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาอย่างมีความสุข คงต้องรู้จักการปรับตัว ไม่ต่างอะไรกับการผลัดใบของต้นไม้ ซึ่งเกิดขึ้นในทุกปี บ้างครั้งทำให้เรารู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยว บ้างครั้งก็สดชื่นเหมือนราวกับว่าเป็นชีวิตใหม่ แต่แล้วก็กลับไปเป็นเช่นนี้ดังวัฏจักรของธรรมชาติ

วันนี้เป็นอีกวันที่ไดัมีโอกาสมาแถวสุขุมวิท หลังจากไปเยี่ยมชมสถานีมันนี่ชาแนล น่าสนใจเชี่ยวเลยหล่ะครับ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือ หลังจากเยี่ยมชมเสร็จคณะของเราหิวมากครับ มาแถวนี้ก็ต้องร้านนี้ “ท่องกี่” ร้านนี้กินมาตั้งแต่เด็กแล้วครับสิ่งที่อร่อยในสมัยก่อนก็เป็นติ่มซำแต่ตอนนี้เขามาทำเป็นบุฟเฟ่แล้ว อย่างนั้นๆ แต่ที่คงไว้ยังมีดีอยู่มากและอยากที่จะแนะให้ได้ไปลองกินกันมีครับ

 

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

เราเข้าร้านมาก็ลุยสั่งเลยคือ บะหมี่ปูหมูหวาน สูตรแบบนี้หากินยากครับที่มีก็เป็นร้านบะหมี่แถวๆประตูผี ราชดำเนินนั้นแหละครับ ที่นี่เขายังรักษาความหอมของบะหมี่ที่มีทั้งความเหนี่ยวนุ่ม การลวกเส้นที่มีศิลปะเอามากๆ ความพอดีของระยะเวลาที่จะต้องใช้ความชำนาญของสีเส้นที่เปลี่ยนไป และกลับเส้นลงในน้ำเย็น ก่อนจะนำไปลวกซำ้อีกทีในนำ้ร้อน มาถึงสูตรการทำหมูหวานได้ใจเลยครับ ไม่หวานมากและเค็มจัด พอดี พอดี กินกับปูที่นึ่งมาแหมช่างเข้ากันเสียไม่รู้อะไรเนี่ย มาแห้งๆอย่างนี้ก็ลำบากคอครับ ต้องสั่งที่เด็ดอีกตัวของร้านคือเป็ดตุ๋น น้ำซุปที่สุดแล้ว ไม่ต้องปรุงให้ยุ่งยาก เนื้อเป็ดไม่เหม็นสาป หอมอร่อยมากครับเมื่อมาได้กับเส้นหมี่แล้วก็ สุดยอดครับ

 

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านท่องกี่ บะหมี่ปู หมูหวาน

ร้านนี้อยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 14 – 12 ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท ไปลุยกันเลยครับ โทร 0-2653-1161-3,0-2229-4440 จอดรถได้ที่ตึกไทม์สแควร์ครับ

 

 

เรื่องปละภาพโดย?ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
www.facebook.com/baypalace

ไทยรัฐ

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา 2554 จังหวัดเชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา 2554 จังหวัดเชียงราย

วัดพระสิงห์ เชียงราย

วัดพระสิงห์ เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2554

กำหนดการจัดงานแห่เทียนพรรษา : วันที่ 16 ก.ค. 54 (แรม 1 ค่ำ เดือน 8)

สถานที่ : ณ บริเวณสวนตุงและโคมเชียงราย และ วัดพระสิงห์ จ.เชียงรายเทศบาลนครเชียงรายกำหนดจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2554 มุ่งการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ณ บริเวณสวนตุงและโคมเชียงรายฯ และ วัดพระสิงห์ พร้อมเชิญชวนชุมชนร่วมส่งขบวนเทียนพรรษาเข้าประกวดโดยจัดให้มีขบวนแห่เทียน พรรษา ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ณ สวนตุงและโคมเชียงรายฯ และ วัดพระสิงห์

กิจกรรม - การประกวดต้นเทียนพรรษา

1. การประกวดต้นเทียนพรรษาประเภทสวยงามและความคิดของคณะศรัทธาร่วมกับวัดต่างๆ ในเขตเทศบาลนครเชียงรายประดับตกแต่งบนรถบรรทุกเล็ก (รถกระบะ)

2. การประกวดต้นเทียนพรรษาประเภทสวยงามและเครื่องทรงอันเป็นบริวารพร้อมขบวนแห่ (แกะสลักบนยานพาหนะ)

  • ขบวนแห่เทียนพรรษา
  • ชมการแสดงดนตรีล้านนา

วัด พระสิงห์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1928 ในรัชสมัยของพระเจ้ามหาพรหม พระอนุชาของพระเจ้ากือนา เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมาครองเมืองเชียงรายระหว่างพุทธศักราช 1888 – 1943

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เชียงราย

 

สาเหตุที่วัดนี้ มีชื่อว่า ?วัดพระสิงห์? นั้น น่าจะเป็นเพราะครั้งหนึ่ง เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย คือ พระพุทธสิหิงค์ หรือที่เรียกกันในชื่อสามัญว่า ?พระสิงห์? ปัจจุบันวัดพระสิงห์เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ (หรือพระสิงห์) จำลองศิลปะเชียงแสน ปางมารวิชัย ชนิดสำริดปิดทอง เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศักราช 7๐๐ ในประเทศลังกา และประดิษฐานอยู่ที่ลังกา 1150 ปี จากนั้นก็ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานยังราชอาณาจักรไทยข้อมูลเพิ่มเติมเทศบาลนครเชียงราย โทร. +66 5371 1333 ต่อ 304 – 5, 307ททท. สำนักงานเชียงราย โทร. +66 5371 7433, +66 5374 4674-5

 

ขอบคุณข้อมูล ททท.

เข้าพรรษา 2554 ชวนไปตักบาตรดอกไม้ สระบุรี

เข้าพรรษา 2554 ปีนี้ เชิญทำบุญ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร สระบุรี 15 – 16 กรกฎาคม 2554

เข้าพรรษา 2554 ชวนไปตักบาตรดอกไม้ สระบุรี


งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ประจำปี ๒๕๕๔ หนึ่งเดียวในโลก


ประเพณีตักบาตรดอกไม้ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี ขอเชิญร่วมงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประจำปี ๒๕๕๔

ตักบาตรดอกไม้ เข้าพรรษา 2554

ตักบาตรดอกไม้ เข้าพรรษา 2554

ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

จากเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดพระพุทธบาทฯ ในอดีต ยามหน้าแล้งกลางเดือนสาม เดือนสี่ ผู้คนจากทั่วสารทิศ?จะพากันหลั่งไหล ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท กันเนืองแน่น สมัยนั้นการขึ้นไปมิใช่เรื่องง่าย ต้องหยุดการ?ทำงานต่าง ๆ เพื่อเตรียมสัมภาระ จัดหาทุนรอนค่าอาหาร ค่าจ้างช้างม้าเรือแพ การเดินทางยากลำบาก ทั้งชีวิตบางคนอาจมีบุญไปกราบได้เพียงครั้งเดียว บางคนไม่มีโอกาส แม้จะมีความตั้งใจสูงเพียงใด?ประกอบกับแต่ก่อน ผู้คนมักจะไปนมัสการรอยพระพุทธบาท กันเป็นหมู่ใหญ่ ทั้งหมดล้วนแล้วมีความตั้งใจ ประกอบกับความเชื่อที่ว่า ถ้าได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ถึง ๓ ครั้งในชีวิต จะได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้นทุกคนจึงเพียรพยายามอย่างยิ่ง และเมื่อไปถึงได้กราบรอยพระพุทธบาท ต่างตั้งจิตอธิษฐานตามใจ ปรารถนา หลังจากนั้นประชาชนทั้งหลายจะตีระฆังที่แขวนเรียงรายไว้ ด้วยหวังประกาศบุญให้เทพยดาทุกชั้นได้อนุโมทนา ปัจจุบันนอกเหนือจากเดือนสาม เดือนสี่แล้ว ยังมีวันเข้าพรรษาอีกหนึ่งวันที่ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมา นมัสการรอยพระพุทธบาท

การตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญ ของชาวจังหวัดสระบุรี ถือเอาวันเข้าพรรษา?ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี จะมีประชาชนจากทุกสารทิศ พากันไปทำบุญตักบาตร เนื่องในวันเข้าพรรษา?ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท เมื่อเสร็จจากการทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้าแล้ว ก็จะพากันนำดอกไม้ชนิดหนึ่ง คล้ายต้นกระชาย หรือต้นขมิ้น มีหลายสี เช่น สีเหลือง สีขาว?เรียกกันว่า ดอกเข้าพรรษา (ดอกไม้นี้จะพบในช่วงเข้าพรรษา) มารอใส่บาตรพระสงฆ์ ซึ่งพระภิกษุทั้งวัด

ตักบาตรดอกไม้ด้วยดอกเข้าพรรษา

ตักบาตรดอกไม้ด้วยดอกเข้าพรรษา

จะเดินออกจากศาลาการเปรียญมารับดอกไม้จากพุทธศาสนิกชนที่รอนำดอกไม้ใส่บาตร เพื่อนำขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาท ที่ประดิษฐานบนพระมณฑป ซึ่งรอยพระพุทธบาท ภายในวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารแห่งนี้ เป็นที่เคารพและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยมีความเชื่อในคติชาวลังกาว่าพระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ๕ แห่ง และรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทฯ แห่งนี้ เป็น ๑ ใน ๕ แห่ง

ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าร่วมประเพณีครั้งนี้ได้ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานดังกล่าว อาทิ

วันพุธที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔

เวลา ๐๙.๐๙ น. การประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
เวลา ๐๙.๓๐ น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอำเภอพระพุทธบาท ๖ แห่ง และพิธีถวายเทียนพรรษา
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔
เวลา ๐๖.๐๐น. พิธีตักบาตรพรสงฆ์ ๓,๐๐๐ รูป
เวลา ๑๕.๐๐ น. พิธีเปิดงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ประจำปี ๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีตักบาตรดอกไม้รอบเช้า
เวลา ๑๕.๐๐ น.พิธีตักบาตรดอกไม้รอบบ่าย

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)สำนักงานลพบุรี
โทร. ๐๓๖๗๗๐๐๙๖ – ๗ ทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐ น. – ๑๖.๓๐ น.
ของโลกหลังจากพระสงฆ์เข้านมัสการรอยพระพุทธบาทที่มณฑปแล้ว ก่อนที่จะเข้าพระอุโบสถ จะผ่านพุทธศาสนิกชน
ที่รออยู่ตรงบันไดนาคเพื่อที่จะร่วมกันล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการชำระกิเลส ชำระบาป
เพื่อจะได้บุญกุศล และความสุขทางจิตใจติดตัวกลับไป

พากิน ´ทรี ดอลล่าร์ (3$)´ บ้านข้าใครอย่าแตะ

image
‘ทรี ดอลล่าร์ (3$)’ และเจ้าของ คุณแมน มานิตย์

ทนแรงตื๊อจากเพื่อนไม่ไหว บ้าน3$ (ทรี ดอลล่าร์) ที่รักของนักแข่งรถรุ่นเก๋า แมน มานิตย์ เลยต้องเปลี่ยนจากที่พักอาศัยกลายเป็นร้านอาหาร แม้ว่าจะเปิดมาไม่นาน แต่ก็เป็นที่รัก ที่นัดกินข้าวขวัญใจของหลายๆ คน…

บ้านทรีดอลลาร์ ภายในซอยลาดพร้าว 15
บ้านทรีดอลลาร์ ภายในซอยลาดพร้าว 15

ใครจะมาทานอาหารที่นี่มีเงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีใจรักบ้าน 3$ (ทรี ดอลล่าร์) หลังนี้ด้วย เพราะใจจริงของเจ้าของสถานที่ไม่ได้อยากทำบ้านให้กลายเป็นร้านอาหาร แต่ด้วยความทนแรงตื๊อของเพื่อนๆ ไม่ไหว ที่อยากให้บ้านไม้โบราณหลังนี้ เป็นที่พบปะเพื่อนฝูงบ้าง เลยต้องยอมรีโนเวทจากบ้านกลายเป็นร้านอาหารที่ได้บรรยากาศอบอุ่นสไตล์บ้านสวน

ก่อนที่จะเนรมิตให้บ้านเก่าซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากคุณพ่อมาเป็นร้านอาหารบรรยากาศดีๆ แบบนี้ คุณแมน – วราวุธ มานิตย์ หรือแมน มานิตย์ อดีตนักแข่งรถทางเลียบแชมป์เอเชีย เจ้าของบ้านบอกว่าตอนแรกไม่ได้อยากจะทำเป็นร้านอาหาร เพราะกลัวบ้านโทรม กลัวคนที่มาไม่รักษาบ้าน จึงไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่จะเอาสถานที่ตรงนี้มาเปิดเป็นร้านอาหาร

คุณแมน มานิตย์ (วราวุธ มานิตย์) เจ้าของบ้าน
คุณแมน มานิตย์ (วราวุธ มานิตย์) เจ้าของบ้าน

ตกแต่งเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์จากสแกนดิเนเวีย รับกับผนังไม้ได้ดี

“บ้านหลังนี้เป็นของคุณพ่อที่ยกให้ผม ซึ่งก็อยู่คนเดียวมาตลอด พอเพื่อนๆ ที่มาบ้านเขาเห็น ก็เลยชวนทำร้านอาหาร ซึ่งจริงๆไม่อยากทำหรอก โดนตื๊อหลายรอบเลยต้องยอม แต่พอทำจริงๆ ผมก็จะมีกฎกติกาของผม ตั้งแต่ตอนจะรีโนเวทแล้ว ว่าไม่ให้เปลี่ยนแปลงเยอะ โดยเฉพาะต้นไม้ที่อยู่กับบ้านมาตั้งแต่รุ่นพ่อผม ห้ามตัดเด็ดขาด ส่วนพื้นที่อื่น ก็ดูตามความเหมาะสม ซึ่งก็พยายามคงแบบเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด”

บ้านไม้ 3$ ถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ บริเวณนอกบ้าน จากเดิมเป็นพื้นดิน ประดับต้นไม้เรียบๆ ก็ยกพื้นให้สูงขึ้น ปรับเป็นพื้นไม้ สำหรับคนที่ชอบนั่งทานอาหารในบรรยากาศร่มรื่น ส่วนด้านในบ้าน จัดการทาสีใหม่ให้ดูร่วมสมัย พร้อมนำเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียหลากหลายดีไซน์จากหุ้นส่วนของร้านมาจัดวาง โดยเฉพาะชั้นบนนั้นออกแบบใหม่ มีบาร์เล็กๆ พร้อมดนตรีสดสไตล์ Easy Listening สำหรับคนที่มานั่งดื่ม นอกจากนี้ห้องส่วนตัว ซึ่งเดิมทีเป็นห้องนอนสุดหวงของคุณแมน ก็เปลี่ยนเป็นห้องสำหรับคนที่มากลุ่มใหญ่ และต้องการความเป็นส่วนตัวได้นั่งดื่มสังสรรค์กัน แต่ใครที่จะขึ้นมาชั้นบนของบ้าน 3$ ต้องยอมรับกติกากันนิดหน่อย

“จริงๆ ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนอะไรมันเลย เพราะบ้านก็เก่ามากแล้วด้วยเลยต้องดูแลรักษาให้ดี เวลาใครมาทานอาหารที่นี่เลยต้องมีกฎกติกานิดหน่อย โดยเฉพาะชั้น2 จะไม่ให้เอาอาหารขึ้นมาทานเลย เพราะมันจะทำความสะอาดยาก และมีปัญหาเรื่องกลิ่นด้วย ชั้นบนเลยอนุญาตให้แค่เครื่องดื่มได้อย่างเดียว ถ้าจะทานอาหารก็ต้องลงไปที่ชั้นล่างครับ”

พี่ไพโรจน์ ฤทธิ์ศรี หัวหน้าพ่อครัว ที่ลงมือคิดและทำอาหารได้อร่อยถูกปากลูกค้า 3$
พี่ไพโรจน์ ฤทธิ์ศรี หัวหน้าพ่อครัว ที่ลงมือคิดและทำอาหารได้อร่อยถูกปากลูกค้า 3$

ไหนๆ พูดเรื่องอาหารแล้ว ก็ต้องเอามาโชว์ให้ดูเป็นการเรียกน้ำย่อยกันบ้าง ซึ่งที่ 3$ นั้น เน้นอาหารรสชาติจัดจ้าน ซึ่งกว่าจะได้แต่ละเมนู ก็ต้องผ่านการชิมจนหุ้นส่วนทุกคนถูกใจ ซึ่งหัวหน้าพ่อครัวประจำร้าน 3$ นั้นก็มีประสบการณ์การทำอาหารมาเกือบ 20 ปีแล้ว ก็เลยหายห่วง เพราะหน้าตา และรสชาติของอาหารทุกจาน ล้วนผ่านการคัดสรรในเรื่องวัตถุดิบ และการใส่ความคิดไอเดียให้แต่ละเมนูมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ในสไตล์ผสมผสานทั้งไทย จีน และยุโรป ซึ่งต้องมาทานที่นี่ที่เดียว

แซลมอนจี๊ดจ๊าด : เย็นตาโฟหม้อไฟ
แซลมอนจี๊ดจ๊าด : เย็นตาโฟหม้อไฟ

ถั่วหวานราดซอสเนื้อปู : ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ
ถั่วหวานราดซอสเนื้อปู : ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ

าแฟ 3$ พิเศษที่การเพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งได้รสชาติกลมกล่อมเข้ากับกาแฟ
กาแฟ 3$ พิเศษที่การเพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งได้รสชาติกลมกล่อมเข้ากับกาแฟ

image
ปลากะพง 3 รส : กุ้ง 3$ สูตรเฉพาะของทางร้าน

image
บานอฟฟี่ อีก 1 ของหวานขวัญใจของคนรักเบเกอรี่

ถึงแม้จะมีกฎข้อห้ามอยู่บ้างก็ตาม แต่ที่นี่ก็สามารถทำให้คนที่มาเยือนประทับใจ และอยากกลับมาที่นี่อีก ความแตกต่างของ 3$ ไม่ใช่แค่บ้านเลขที่เท่านั้น แต่ถือเป็นร้านอาหารที่มีสไตล์การบริการที่ไม่เหมือนที่อื่นอีกด้วย

Tlcthaiพากิน|Tlcthai.com
สนับสนุนเนื้อหาและภาพ โดย ไทยรัฐ

สัมผัสอากาศเย็นๆ ในฤดูฝนที่ “อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว” จ.เพชรบูรณ์

ช่วงฤดูฝนนี้เป็นช่วงที่หาที่พักผ่อนที่เที่ยวลำบากนิดนึง เพราะกลัวเรื่องฟ้าฝน วันนี้เราจะพาไปเที่ยวนอนรับอากาศเย็นๆ แบบไม่ต้องเปิดแอร์เลย ที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อยู่ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอคอนสาน จังหวัดชัยภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวเขตกั้นระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือ สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูง มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 966 ตารางกิโลเมตร หรือ 603,750 ไร่

คราวนี้เราจะพาไปพักผ่อนคลายเครียดการทำงาน กับบรรยากาศสบายๆ กับบ้านพักของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เริ่มด้วยการออกเดินทางในช่วงเช้ามืดของวันแรกของการเดินทางใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจาก กรุงเทพฯ

.

.

พอไปถึงที่อุทยานก็ไปติดต่อเรื่องที่พัก ซึ่งเราได้จองไว้ล่วงหน้าแล้วทางเว็บไซต์ของ อุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสะดวกอย่างมาก ที่นั่นมีอาหารการกินสะดวกพอสมควรเลยล่ะ

.

.

บ้านที่เราไปพัก เป็นบ้านมี 3 ห้อง และมีที่นั่งเล่นอยู่เพื่อสังสรรค์ทานอาหารกันอย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญทุกห้องมีน้ำอุ่นให้อาบน้ำแบบไม่ต้องกลัวหนาวกันเลย ที่นั่นอากาศออกจะเย็นๆ ฉ่ำๆ

.

.

หลังจากนั้นเราก็ทานอาหารกลางวันกัน นั่งเล่นสบายๆ ช่วงบ่ายแก่ๆ เราเริ่มออกเดินทางไปตามเส้นทางเดินป่า เพื่อสำรวจดูต้นไม้ บรรยากาศ และรอยเท้าช้าง

.

.

ระหว่างเดินทางอยู่เราก็ลุ้นๆ อยู่ว่าจะพบอะไรบ้าง ก็พบรอยเท้าช้าง เห็ดสีสันต่างๆมากมาย แต่อาจจะเก็บภาพมาฝากยากนิดนึงเนื่องจาก ฝนใกล้ตกเต็มที

.

.

.

.

.

.

.

.

พอ เสร็จจากการเดินป่าแล้วเราก็มาพักผ่อนกัน เพราะว่าเล่นเอาเหนื่อยไปเลยเหมือนกัน เพราะทางเดินป่า จะเป็นทางขึ้นลงเขาพอสมควร และทางค่อนข้างลื่นเพราะเนื่องจากมีฝนตก แต่ก็ถือดว่าไม่ลำบากจนเกินไป

.

สถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกที่ คือ?ถ้ำใหญ่น้ำหนาว ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 60 ทางหลวงสายบ้านห้วสนาม ทราย – อำเภอหล่มเก่า บ้านหินลาด มีทางลูกรัง รถยนต์เข้าถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวถ้ำใหญ่ถ้ำน้ำหนาวประมาณ 3 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูงประมาณ 955 เมตร ทำให้เกิดเป็นถ้ำน้ำหนาว เป็นถ้ำใหญ่มีความงามวิจิตรพิสดารโดยธรรมชาติ มี หินงอกหินย้อย และที่แปลกที่สุดคือ มีน้ำไหลหรือน้ำรินออกจากปากถ้ำ ภายในถ้ำยังเป็นที่อาศัยของค้างคาวจำนวนมากอีกด้วย

.

.

.

.

และยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าไปอีกมากมาย ได้แก่ จุด ชมทิวทัศน์ถ้ำผาหงษ์?จุดชมทิวทัศน์ภูค้อ น้ำตกตาดพรานบา น้ำตกทรายทอง น้ำตกเหวทราย ป่าเปลี่ยนสี ผาล้อมผากอง ภูผาจิต สวนสนบ้านแปก สวนสนภูกุ่มข้าว

.

ภาพประกอบจาก : www.dnp.go.th

.

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว สามารถเดินทางได้ดังนี้

ทางรถยนต์


-? ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 103 กิโลเมตร อยู่ห่างจากอำเภอหล่มสักประมาณ 55 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ตามทางหลวงหมายเลข 12 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 50 มีป้ายชี้ทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นทางลูกรัง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

ทางรถประจำทาง

-? สามารถขึ้นรถจากขอนแก่นหรือหล่มสัก ซึ่งผ่านหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทุกวัน

.

แผนที่การเดินทาง

ขอบคุณเส้นทางการเดินทางจาก : www.dnp.go.th

เที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน (กุ้ยหลินเมืองไทย) แพทะเลใน 500ไร่ จ.สุราษฎร์ธานี

วันแรก ของการเดินทาง เราเริ่มเดินทางออกจาก กรุงเทพฯ ประมาณเกือบๆ 3 ทุ่ม โดยดูจากแผนที่นี่แหละ (เพราะไม่เคยไป) ก็คลำๆทางไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปถึง?ประมาณ ตี5 เราจะเริ่มเดือนทางจากท่าเรือประมาณ 8 โมง (ไม่นอนเลยขับรถกันยาวมาตลอดคืน)

ระหว่าง นั่งเรือไป มีเขามากมาย (กุ้ยหลินเมืองไทยจริงๆ) ทำให้เราตื่นตาตื่นใจ อดไม่ได้ที่จะแชะรูป มาเพียบ ที่เราชอบจะเป็น”เขาสามเกลอ” มันสวยจริงๆ ที่สำคัญที่นี่น้ำใสมากๆ สีเขียวเลยอะ

image

การเดินทางโดยเรือใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที (ขึ้นอยู่กับแวะถ่ายรูปเยอะป่าว) ก็ถึงที่จอดเรือ เพื่อเดินเท้าต่อไปประมาณ 1.5 กม.เพื่อจะไปแพทะเลใน 500ไร่ พอเดินถึงนั่งแพยนต์ไปอีกนิดนึงก็ถึงแพ500ไร่ โอ้วว!! มันสวยมาก เป็นแพบ้านๆ หันหน้าให้กับทิวเขาเลยอะ แถมมีหมอกพาดผ่าน อย่างสวยงาม ธรรมชาตินี่ช่างสร้างจริงๆ

image

?image

หลังจากนั้นเราก็พักผ่อนตามอัธยาศัย (แอบงีบสักหน่อยเพราะไม่ได้นอนเลย) ซักพักไปทานอาหารกลางวัน อาหารอาจจะไม่ค่อยถูกปากคนกรุงซักเท่าไร

image

พอทานอาหารเสร็จ เราก็ไปพายเรือเล่น สนุกดี (พายไม่ค่อยเป็นเท่าไร) พายไปซื้อขนมอะ แล้วก็กลับมาเล่นน้ำใสๆ แบบว่า น้ำใสจริงๆ ไม่ค่อยเย็นมาก เล่นได้นานเลย

image??

ประมาณ 16.00 น.ก็ไปดูถ้ำปะการัง โดย(แพยนต์อีกแล้ว)โอ้ว!!มายกอด มันแปลกจริง หินอะไร งอกออกมาเป็นดอกปะการังเลย (อันนี้ต้องไปดูด้วยตาอะ มันสวยมากๆ)มันสมบูรณ์มากๆ ถ้ำมันไม่ลึกเท่าไร เท่าที่มองดูยังไม่มีทางการมาดูแลมากมายเท่าไร เพราะหินที่งอกใหม่ไม่มีการกั้นคอก เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวไปเหยียบมันอ่ะ

หลังจากนั้นก็กลับมาอาบน้ำอาบท่า (อาบท่าจริงๆ ) ก็อาบหน้าแพที่เรานอนแหละ พออาบน้ำเสร็จก็ไปทางอาหารเย็น หลังจากนั้นก็พักผ่อนตามอัธยาศัย

พอ 2 ทุ่ม ลุงดำ(โชว์เฟอร์แพยนต์ที่น่ารัก) ก็มารับไปส่องสัตว์ ตอนแรกเราก็งงว่า เค้าไนท์ซาฟารีกลางน้ำด้วยหรอ?? โอ้วๆ ที่จริง เค้าพาเรานั่งเรือยนต์ออกไปกลางน้ำ แล้วก็มีไฟส่องไกลๆ ไปตามเขาอะ ลุงดำบอกว่า ปกติตีนเขา จะมีกวาง กับกระทิง และสัตว์อื่นๆ ลงมากินน้ำ กินอาหาร ตอนมืดๆ เพราะป่ามันเป็นป่าทึบมากๆ และแล้ว มันก็มีกวางจริงๆแหละ ไม่น่าเชื่อเลย เค้าออกมากินน้ำ? และเห็นชนีบนยอดไม้ ลุงดำบอกว่า ปกติจะเห็นเยอะกว่านี้ถ้าเป็นเดือนมืด แต่นี่มันเดือนหงาย สัตว์ไม่ค่อยกล้าออกมาอะ? หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับสู่แพเพื่อนอนหลับฝันดี

image?

image?

image??

?วันที่ 2 ของการเดินทาง ตื่นแต่เช้า( 6.00 น.) ลุงดำเจ้าเก่า มารับไปดูหมอกยามเช้า ว้าวววววว สวยจริงๆ หมอกเยอะมากๆ เป็นทางยาวเลย นั่งล่องแพไปอากาศเย็นๆยามเช้า กับสายหมอกที่สวยงาม ช่างโรแมนติกเหลือเกิน..อิอิ ระหว่างก็เห็นนกเงือก (ตัวใหญ่มาก) มันมากันเป็นฝูงเลย บินอยู่ยอดเขา มีอีเห็น (มันเหมือนลิงผสมชะนี มองไกลๆอะ)

พอกลับมาถึงก็ทานอาหารเช้า เตรียมตัวออกจากแพ 500ไร่ เพื่อเดินทางสู่ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท…

การเดินทาง

?

ระยะทางของเขื่อนเชี่ยวหลาน

?

ห่างจาก กรุงเทพ???????????????????????????????????? 730 กม.

ห่างจาก อ.เมืองสุราษฎร์ธานี?????????????????????????85 กม.

ห่างจาก อ.เมืองพังงา????????????????????????????????100 กม.

ห่างจาก อ.เมืองภูเก็ต?????????????????????????????? ?170 กม.

ห่างจาก อ.เมืองกระบี่??????????????????????????????? 150 กม.

ห่างจาก อ.พุนพิน (สถานีรถไฟ)?????????????????????70 กม.

ห่างจาก ปากทางเข้าเขื่อ????????????????????????????? 13 กม.

ห่างจาก อช.เขาสก?????????????????????????????????? 60 กม.

ทางรถยนต์

?

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม)? ไปจนถึงจังหวัดชุมพร

จากนั้นตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 41 จนถึง อ.พุนพิน ตรงสี่แยก ที่สามารถเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้

ไม่ต้องเข้าตัวจังหวัด ให้ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยก ท่าโรงช้าง ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 401

จากนั้นประมาณ 40 กม. ก่อนจะถึง ตัว อ.บ้านตาขุน

จะมีป้ายใหญ่ ของเขื่อนรัชชะประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ทางขวามือ

ทางรถทัวร์

?

ถ้ามาจากกรุงเทพ ให้ขึ้นรถทัวร์ที่ไปยัง ภูเก็ต หรือ พังงา แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าลง ปากทางเข้าเขื่อนรัชชะประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ตรง อ.บ้านตาขุน

จากสถานีขนส่งสายใต้ มีรถโดยสารประจำทาง เดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง
ที่มาการเดินทาง: http://www.chiewlarncamping.saicholsouthernthailand.com

ที่มาข้อมูลท่องเที่ยว Travel.mthai.com

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดชัยนาท

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดชัยนาท

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดชัยนาท

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดชัยนาท

ชัยนาท แปลตามศัพท์มีความหมายว่า ชัยชนะที่มีเสียงบันลือ เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่ง ตัวเมืองเดิมอยู่บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองแพรกศรีราชาใต้ปากลำน้ำเก่า ตั้งขึ้นหลังเมืองพันธุมวดี (สุพรรณบุรี) เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย สร้างในสมัยพญาเลอไทแห่งกรุงสุโขทัย ระหว่าง พ.ศ. 1860-1879 เมืองๆ นี้จึงได้ชื่อว่า เมืองแพรก หรือเมืองสรรค์ มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านทางใต้ เมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง เมืองแพรกได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เกิดชุมชนใหม่ไม่ไกลจากเมืองสรรค์ มีเจ้าสามพระยาเป็นผู้ครองเมือง ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เมืองที่เกิดขึ้นใหม่นี้เป็นเมืองใหญ่ มีชื่อว่า ชัยนาท ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ย้ายตัวเมืองจากบริเวณแหลมยางมาตั้งตรงฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนเมืองสรรค์นั้นเสื่อมลงเรื่อยๆ เพราะผู้คนอพยพมาอยู่ที่ชัยนาทเป็นส่วนใหญ่ ในที่สุดก็กลายเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของชัยนาทเท่านั้น ชัยนาทเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เคยใช้เป็นที่ตั้งทัพรับศึกพม่าหลายครั้ง และมีชัยทุกครั้งไป จึงเป็นที่มาของชื่อ เมืองชัยนาทแห่งนี้

นอกจากชัยนาทจะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่ปัจจุบันชัยนาทก็มีชื่อเสียงและมีสินค้าด้านหัตถกรรม การจักสาน การปั้น การทอ การทำเครื่องเบญจรงค์ ที่มีฝีมือปราณีต รูปแบบทันสมัย ราคาย่อมเยา มีตลาดการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยฝีมือของชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ อีกด้วย

ชัยนาท มีเนื้อที่ประมาณ 2,469.74 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอหันคา อำเภอมโนรมย์ อำเภอสรรคบุรี อำเภอสรรพยา อำเภอวัดสิงห์ อำเภอหนองมะโมง และอำเภอเนินขาม

สถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจ จังหวัดชัยนาท

วัดมหาธาตุ

ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลแพรกศรีราชา เดิมชื่อว่าวัดพระธาตุ หรือวัดหัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่โบราณคู่เมืองแพรกหรือเมืองสรรค์ เมื่อ พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสและทรงมีลายพระหัตถ์บันทึกไว้ โบราณสถานที่น่าสนใจและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ พระปรางค์กลีบมะเฟือง (พูมะเฟือง) สร้างด้วยอิฐถือปูน 3 องค์ พระปรางค์มีลักษณะคล้ายกลีบมะเฟือง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม (ฐานเขียง) เป็นศิลปะสมัยลพบุรี กรมศิลปากรได้บูรณะปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2526 นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ศิลปะแบบลพบุรีและแบบอยุธยาตอนต้น ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บรักษาสิ่งของโบราณต่าง ๆ

การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 20 กิโลเมตร จากอำเภอเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 ถึงทางแยกเข้าอำเภอสรรคบุรี จากที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี บริเวณหอนาฬิกา เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 เมตร

สวนนกชัยนาท

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดชัยนาท เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2526 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพลอง หมู่ที่ 4 ตำบลเขาท่าพระ ริมถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ก่อนถึงตัวเมือง 4 กิโลเมตร สวนนกชัยนาท มีพื้นที่ 260 ไร่ มีกรงนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นทื่ 26 ไร่ โดยปล่อยพันธุ์นกต่าง ๆ ให้อยู่อย่างธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีกรงนกขนาดกลางและขนาดเล็กอีก 63 กรง มีสวนหย่อม สวนงู สวนกระต่าย สวนสัตว์ป่า เช่น ละมั่ง เลียงผา กวางดาว เนื้อทราย มีศาลากลางน้ำ อาคารจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก และมีพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นปลาจากแม่น้ำเจ้าพระยา 63 ชนิด เช่น ปลาเสือตอ ปลาตองลาย ปลาเสือสุมาตรา ปลากดหิน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมี 3 โครงใหม่ได้ปรับปรุงขึ้นเพื่อให้การท่องเที่ยวภายในสวนนกคุ้มค่ายิ่งขึ้น ได้แก่
1. มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวซึ่งใช้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจะได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับด้านประวัติศาสตร์วิถีชีวิต เกษตรกรรม วัฒนธรรม หัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
2. ศูนย์ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง จัดจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าตามฤดูกาลของชุมชน
3. น้ำตกจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันดินพังทลาย ตั้งอยู่เชิงเขาพลอง

สวนนกเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00?17.00 น. สำหรับสวนนกชัยนาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00?18.00 น. อัตราค่าเช้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5641 1413

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 32 ถึงสี่แยกถนนสายเอเชีย ช่วงชัยนาท-ตาคลี เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณ 7 กิโลเมตร สวนนกชัยนาทจะอยู่ทางขวามือ

เขื่อนเจ้าพระยา

เป็นเขื่อนขนาดใหญ่สร้างเป็นแห่งแรกของประเทศ ตั้งอยู่ที่บริเวณคุ้งบางกระเบียน หมู่ที่ 3 ตำบลบางหลวง ลักษณะของเขื่อนมีความยาว 237.50 เมตร สูง 16.5 เมตร เขื่อนมีช่องระบาย 16 ช่อง มีประตูเรือติดกับเขื่อนด้านขวากว้าง 14 เมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2500 เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าออกได้ บริเวณเขื่อนมีความสวยงามตามธรรมชาติ ช่วงเดือนมกราคม จะมีฝูงนกเป็ดน้ำนับหมื่นตัวมาอาศัยหากินอยู่ในแม่น้ำบริเวณเหนือเขื่อน เขื่อนนี้ใช้ประโยชน์ทางด้านการชลประทาน การทดน้ำเพื่อการเกษตร โดยระบายน้ำจากแม่น้ำในภาคเหนือสู่ภาคกลางและอ่าวไทย และยังผลิตไฟฟ้าใช้ภายในจังหวัดด้วย

เขื่อนเจ้าพระยา มีบ้านพักรับรองสำหรับนักท่องเที่ยวไว้บริการ จำนวน 17 ห้อง ราคา 100 บาท / คน / วัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5641 1559 ต่อ 302

การเดินทาง จากอำเภอเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 304 และเลี้ยวซ้ายทางไปอำเภอสรรพยา ประมาณ 6 กิโลเมตร หรือรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ ? อำเภอวัดสิงห์ จะผ่านบริเวณหน้าเขื่อน รถประจำทางสาย 1061 ชัยนาท-โพธิ์นางตำ และรถประจำทางสาย 110 สิงห์บุรี-ชัยนาท

วัดอินทาราม (ตลุก)

วัดอินทราราม (ตลุก) เป็นวัดโบราณตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลตลุก ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ต.ตลุก อยู่ห่างจากสายเอเซีย 3 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2390 เป็นวัดเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ภายในวัดมีถาวรวัตถุที่ทรงคุณค่า คือ หอระฆังคู่ และหอพระไตรปิฏก เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ กว้าง 8 เมตร ยาว 9 เมตร อยู่กลางน้ำ ลักษณะเป็นทรงไทยโบราณ ประดับกระจกสี เป็นลวดลายสวยงาม รายรอบไม้ฝาและเชิงชาย ช่อฟ้าหน้าบรรณ เป็นที่เก็บพระไตรปิฏกทำจากใบลาน จารึกอักษรขอมโบราณจำนวนมาก เป็นสำนักเรียนภาษาบาลีที่มีชื่อเสียงมาแต่อดีต พระอุโบสถ มี 2 หลัง หลังเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก หลังใหม่มีอายุประมาณ 100 ปี วิหารเก่า 3 หลัง ประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวนมาก พระเจดีย์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง เหนือฐานเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปแบบอู่ทองปางประทานพร มณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง หอสวดมนต์ เสาหงส์ และศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นเสาไม้ขนาดใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2461

ติดต่อสอบถามได้ที่ : วัดอินทาราม หมู่ 2 ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 17150 โทร. 0 5643 3590

การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 311 เลี้ยวซ้ายเลียบคลองชลประทาน กิโลเมตรที่ 48

สวนลิง

อยู่ในบริเวณวัดธรรมิกาวาส (วัดค้างคาว) ตำบลโพงาม เป็นวัดที่มีป่ายางสูงสลับซับซ้อน มีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้บริเวณหน้าวัดมีแม่น้ำน้อยไหลผ่านทำให้บรรยากาศร่มรื่น และมีรูปหล่อหลวงพ่อเฒ่า เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านเคารพนับถือ สวนลิงอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสรรคบุรีประมาณ 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-ชัยนาท เลียบถนนคลองชลประทาน (สายใน) จะมีทางแยกเข้าวัดธรรมิกาวาส ประมาณ 500 เมตร

วัดสองพี่น้อง

วัดสองพี่น้อง ตั้งอยู่เลยวัดมหาธาตุไปประมาณ 300 เมตร ตามประวัติกล่าวว่า เจ้าอ้าย เจ้ายี่ เจ้าสาม เป็นพี่น้องกัน เจ้าสามยุยงให้เจ้าอ้ายและเจ้ายี่รบกันเพื่อแย่งราชสมบัติ เจ้าอ้ายและเจ้ายี่เสียชีวิตทั้งคู่ เจ้าสามจึงได้ครองเมือง สร้างปรางค์แด่เจ้าอ้าย สร้างเจดีย์แด่เจ้ายี่ สันนิษฐานว่าสร้างก่อนกรุงศรีอยุธยา 600 ปี ต่อมากลายเป็นวัดร้าง ชาวบ้านร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์ และกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 ภายในวัดมีปรางค์ 2 องค์ เป็นปรางค์สมัยลพบุรีองค์ใหญ่ด้านทิศตะวันออกค่อนข้างสมบูรณ์ มีลายปูนปั้นประดับประดางดงามมาก มีสภาพทรุดโทรมเนื่องจากมีรากต้นไม้ใหญ่ชอนไชเข้าไปในฐานเจดีย์ ปัจจุบันไม้ดังกล่าวถูกตัดโค่นลงปรางค์องค์เล็กอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงไต้ มีสภาพทรุดโทรม