บทวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ
โดย อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดที่รุ่นน้องในออฟฟิศบนถนนพระอาทิตย์บางคนบ่นๆ ทำนองว่า ค่ายหนังอย่างจีทีเอชนั้นทำเป็นแต่หนัง Feel Good เพราะหนังมักจะหาจุดลงเอยแบบแฮปปี้อยู่เรื่อยไป ทั้งๆ ที่ว่ากันตามจริง ชีวิตมันไม่ได้แฮปปี้เอ็นดิ้งแบบนั้นเสมอไปซะเมื่อไหร่
ผมพยักหน้าหงึกหงัก ทำท่าเห็นด้วย พร้อมทั้งแอบคิดอยู่ในใจว่า ไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับน้อง ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของจีทีเอช เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่เป็นจุดขายของหนังค่ายนี้อีกอย่าง ก็คือ ความช่างขยันสรรหานางเอกหน้าตาอาโนเนะมาเล่นกับความหวั่นไหวในหัวใจของชายหนุ่มได้เสมอๆ นั่นแหละท่าน (อิอิ)
ครับ ที่ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเปิด ก็เพราะเห็นว่า คำพูดของน้องคนดังกล่าวนั้นมี นัยยะ สำคัญซ่อนอยู่อย่างยากจะมองข้ามได้ เพราะถ้าคนร้อยคนรู้สึกแบบนั้น ผมว่าจีทีเอชก็มีความชอบธรรมเต็มที่ที่จะคิดว่านั่นคือความสำเร็จของตัวเอง เพราะนับตั้งแต่ก่อร่างสร้างตัวมาจนถึงทุกวันนี้ จีทีเอชยังคงยืนหยัดมั่นคงอยู่กับหนังแนวทางนี้มาโดยตลอดจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอุดมการณ์ประจำค่ายไปแล้ว นั่นก็คือ การทำหนัง Feel Good ที่มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนดู (แม้ว่าหนังกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่น่าเจ็บปวดอยู่ก็ตามที)

มันคงเหมือนกับตอนที่เวลาเรานึกถึงชื่อของเจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ แล้วหนังแบบหนึ่งซึ่งทุนสร้างสูงๆ เน้นเทคนิคเยอะๆ เช่น Armageddon, Pirates of the Caribbean หรือ
และไม่มากไม่มาย เมื่อใครสักคนพูดถึงจีทีเอช ผมคิดว่า ก็คงไม่มีใครทะลึ่งนึกไปถึงหนังตลกประเภท ตีหัวเข้าบ้าน หรือหนังอาร์ตเหนือชั้นที่ดูกันเฉพาะกลุ่ม เพราะตำแหน่งที่จีทีเอชจัดวางตัวเองไว้ก็คือ การทำหนัง Feel Good อย่างที่น้องคนนั้นว่า และแน่นอนที่สุด หนังเรื่องใหม่ของค่ายนี้ อย่าง หนีตามกาลิเลโอ ก็ไม่พ้นไปจากนั้น...
หลังจาก แฟนฉัน ที่เป็นงานรวมมิตร และหลังจาก Seasons Change ที่เป็นงานโชว์เดี่ยว ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร หนึ่งในหกผู้กำกับแฟนฉัน กลับมาอีกครั้งกับหนังชื่อแปลกๆ อย่าง หนีตามกาลิเลโอ ที่เล่าถึงช่วงหนึ่งในชีวิตของสองสาว เชอร์รี่ (ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ) กับ นุ่น (เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ) ซึ่งต่างก็กำลังเจ็บปวดกับบางอย่างในชีวิต และสิ่งที่พวกเธอคิดก็คงไม่ต่างไปจากมนุษย์เจ็บปวดคนอื่นๆ ที่ไม่เลือกการ ยืนอยู่กับที่ แต่ขอหลีกลี้ไปให้ไกล เท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี ดังนั้น ทั้งเชอร์รี่และนุ่นจึงปล่อยวาง ชีวิตเปื้อนฝุ่น ไว้เบื้องหลัง ออกเดินทางไปเมืองนอกด้วยหวังว่ามันจะเป็นช่วงเวลาแห่งการหยุดพักหัวใจ และได้ใช้ชีวิตไปด้วยในตัว

อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดไม่ได้ถือสังกัดแค่สัญชาติไทย เพราะไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก ก็มีความเจ็บปวดเหมือนๆ กัน ทริปของสองสาวที่คิดว่าจะหลบหนีความปวดร้าวจึงเป็นเรื่องซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะทันทีที่ชีวิตของพวกเธอ Landing (ลงจอด) บนผืนดินในต่างแดน ปัญหาใหม่ๆ และความทุกข์ใจแบบใหม่ๆ ก็เริ่มส่งเสียง Welcome ทีละอย่างสองอย่าง...
เหมือนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อได้ดูหนังอย่าง Y Tu Mama Tambien ผมคิดว่า ผลงานของต้น-นิธิวัฒน์ชิ้นนี้ เป็นได้ทั้ง Road Movie และ Coming of Age ไปด้วยในขณะเดียวกัน เพราะนอกจาก หนีตามกาลิเลโอ จะเล่นกับการเดินทางตลอดทั้งเรื่องซึ่งเป็นกฎของ Road Movie แล้ว บทสรุปของหนังก็ยังแตะประเด็นการเปลี่ยนผ่านและเติบโตทางความคิดความอ่านขึ้นอีกขั้นของตัวละครสองสาวนั้นตามรูปแบบของหนัง Coming of Age ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเป็นต้นกำเนิดของถ้อยคำดังกล่าว ผมคิดว่า ทั้งเชอร์รี่และนุ่นก็ค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่า พวกเธอก็เหมือนโลกอีกใบซึ่งไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอะไรทั้งสิ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ พูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลย ผมติดใจเล็กน้อยก็ตรงที่...ถึงที่สุดแล้ว ขณะที่นุ่นดูจะเข้าอกเข้าใจในเรื่องนี้ดีขึ้น แต่ในส่วนของเชอร์รี่ หนังไม่ได้เคลียร์คัทชัดเจนว่า นอกจากการฟูมฟายขอโทษขอโพยว่าตนเองคือต้นเหตุให้เพื่อนต้องกลับบ้าน ตกลงแล้ว เธอเลิกเชื่อหรือยังว่าการปลอมลายเซ็นอาจารย์นั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะทั้งๆ ที่เธอก็เอ่ยปากสั่งสอนเพื่อนเรื่องการยอมรับผิด แต่พอถึงคราวของตัวเอง เธอกลับดูเหมือนจะยืนยันอยู่นั่นแหละว่า พฤติกรรมที่ทำให้เธอได้เกรด F นั้นไม่ใช่เรื่องผิด

เข้าใจนะครับว่า หนังอาจจะต้องการเทียบเคียงบุคลิกของเชอร์รี่เข้ากับกาลิเลโอที่ ยอมตายได้ ให้กับความเชื่อของตัวเอง แต่ก็อย่าลืมว่า ทฤษฎีที่กาลิเลโอยืนยันนั้น ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี มันก็เป็นความจริง แต่การปลอมลายเซ็นอาจารย์ของเชอร์รี่ ดูยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้
นอกจากความน่ารักน่าชัง ผมว่าทั้งเชอร์รี่และนุ่นดูเหมือนจะมีคาแรกเตอร์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันมากๆ นั่นก็คือเรื่องของความคิดความอ่าน ซึ่งถ้ามองแบบใจกว้าง ผมว่าหนังก็พยายามอยู่ไม่น้อยที่จะใช้สอยตัวละครสองตัวนี้เป็นช่องทางสื่อสะท้อนตัวตนของผู้คนร่วมสมัยส่วนหนึ่งซึ่งมักจะมีความคิดแบบ Self-Center คือสถาปนาตัวเองเป็นศูนย์กลางความผิดความถูกของทุกๆ สิ่ง เพราะไม่ว่าจะเป็นเชอร์รี่หรือนุ่น หนังเล่าให้เราเห็นอย่างเด่นชัดว่าพวกเธอคือ Self-Center ตัวยง เพราะในขณะที่เชอร์รี่ยืนกระต่ายขาเดียวว่าการปลอมลายเซ็นอาจารย์ไม่ผิด ฝ่ายนุ่นเองก็ไม่เคยเปิดใจยอมรับเลยว่า ตัวเองนั้นมีส่วนอย่างไรบ้างในการทำให้ความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มไปไม่ถึงดวงดาว
ขณะเดียวกัน ผมคิดว่าเป็นความฉลาดแกมโกงเล็กๆ (บวกกับวิธีคิดแบบการตลาด) ของหนังที่เลือกใช้คำว่า กาลิเลโอ มาใช้เป็นชื่อเรื่อง แทนที่จะใช้คำว่า โคเปอร์นิคัส ที่เป็นคนต้นคิดว่า โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เพราะถึงแม้กาลิเลโอจะเป็นเพียงผู้ยืนยันสนับสนุนความคิดดังกล่าว แต่ถ้ามองในแง่ของความป็อป กาลิเลโอย่อมมีโอกาสที่จะ ขายได้ มากกว่า โคเปอร์นิคัส (คิดง่ายๆ ครับ ถ้าหนังตั้งชื่อ หนีตามโคเปอร์นิคัส มันจะเป็นอย่างไร?)

แน่นอนล่ะ ในขณะที่เราหวังว่า เด็กวัยรุ่นนักศึกษาที่มีความคิดแบบเชอร์รี่ควรจะมีน้อยๆ เข้าไว้ หรือไม่ควรมีเลยได้ยิ่งดี ผมคิดถึงสิ่งที่กาลิเลโอและโคเปอร์นิคัสไม่ได้พูดไว้ก็คือว่า คงไม่ใช่แค่โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งเท่านั้นหรอก แต่โลกยังต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับดวงดาวดวงอื่นๆ อีกมากมายหลายดวง ซึ่งก็เหมือนกับนุ่นและเชอร์รี่ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีกมายมายหลายคน
ดังนั้น ไม่ว่าหนังจะพาเราเดินทางไกลไปถึงไหนต่อไหน แต่สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่หนังเรื่องนี้พูดได้ชัดถ้อยชัดคำที่สุด ไม่ใช่การท่องเที่ยว ไม่ใช่การเดินทาง ไม่ใช่หอเอนปิซ่า และไม่ใช่สโตนเฮ้นจ์ หากแต่เป็นเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติ
ความสัมพันธ์ที่ว่านั้น นอกเหนือไปจากน้ำหนักของความเป็นเพื่อนซึ่งหนังจัดวางไว้เป็นประเด็นหลักและเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นระหว่างทางระหว่างนุ่นกับตั้ม รวมไปจนถึงความสัมพันธ์กับผู้คนในต่างแดน ผมคิดว่า ความสัมพันธ์แบบหนึ่งซึ่งผลงานชิ้นนี้ทำได้ดีมากๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะระหว่างพ่อกับเชอร์รี่ ผมชอบบทของคุณวงศกร รัศมิทัต (ต้น แม็คอินทอช) ที่หนังวางน้ำหนักได้ค่อนข้างพอเหมาะพอดี และเชื่อว่า คนดูทุกๆ คนก็คงรู้สึกดีที่ได้เห็นพ่ออย่างเขาที่แม้จะไม่เก่งในเรื่องการแสดงออก (Expression) แต่ใครล่ะจะกล้าปฏิเสธว่าในใจของเขา ไร้ความเจ็บปวดหรือความรักความห่วง...
สองสาว ต่าย กับ เต้ย ไม่มีอะไรให้ต้องผิดหวังในเรื่องการแสดง ส่วนหนุ่มเรย์ แม็คโดนัล ที่มาในบทของ ตั้ม ก็ดูเป็นธรรมชาติ ถึงแม้บทบาทของเขาจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันนักกับแกนหลักของเรื่อง แต่บทพูดที่หนังจัดให้เขาพูดที่สะท้อน วิธีคิด และ วิธีการใช้ชีวิต แบบหนุ่มสาวรักเสรี ก็ดูเท่-มีเสน่ห์ที่น่าจดจำไปอีกแบบ

มองในภาพรวม หนีตามกาลิเลโอเป็นหนังที่เดินเรื่องด้วยจังหวะเรียบๆ เรื่อยๆ ค่อยๆ เก็บรายละเอียดไปทีละเล็กละน้อย ซึ่งถ้าเทียบกับงานชิ้นก่อนหน้าของต้น-นิธิวัฒน์ Seasons Change ดูจะแพรวพราวมากกว่าในแง่อารมณ์และสีสันของเรื่อง ขณะเดียวกัน หนีตามกาลิเลโอ ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่ยังดูคลุมเครือและสร้างความน่าสงสัยให้กับตัวเอง เช่น เพราะอะไร นุ่นถึงตามตั้ม (เรย์) ไปง่ายจัง เพียงเพราะเหตุผลว่าเขาพูดไทย หรือคืนนั้นที่นุ่นโกรธเพื่อนแล้วผลุนผันออกไปนอกบ้าน นุ่นไปทำอะไรอยู่ที่ไหน หรือเพราะอะไร เชอร์รี่ถึงได้กราดเกรี้ยวกับครูบาอาจารย์ขนาดนั้น ฯลฯ
แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเราเชื่อว่า สองสาวอย่างเชอร์รี่กับนุ่นไม่ได้เป็นศูนย์กลางชี้วัดความผิดความถูกของทุกๆ สิ่ง เพราะว่ากันตามจริง พวกเธอก็มีทั้งส่วนที่ควรปรับและส่วนที่น่ารัก (ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แต่รวมถึงนิสัยใจคอ) หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น
คือมันอาจจะมีบางสิ่งที่ตกหล่น และบางอย่างที่ขาดหาย ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากหนังจีทีเอชหลายต่อหลายเรื่องที่ถ้าเอามานั่งเช็ครายละเอียดกันจริงๆ จังๆ ก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์แบบหรือถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังเป็นหนังที่ทำให้เราคนดูรู้สึกดีได้ระดับหนึ่ง ไม่ใช่หรือ?
และที่สำคัญเลยก็คือ มันไม่ทำให้เรารู้สึกเสียดายเวลาและเงินทองที่เสียไป จริงไหม?
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการ online
ติดต่อลงโฆษณาหรือฝากข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ :: entertain@tlcthai.com
bee_bee
2009-07-29 10:49:18
Link ที่เกี่ยวข้อง



