“ย้ายประเทศกันเถอะ” กับแนวคิดพลเมืองของโลก

0
109

เมื่อคนรุ่นใหม่ชวน “ย้ายประเทศกันเถอะ” จึงชวนคิดถึงปัจจัยที่ทำไมกระแสนี้จึงได้รับความสนใจสูงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเห็นต่าง ที่อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน

ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด19นี้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่มองในมุมของผู้คนในยุค Digital Transformation ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ประกอบการพิจารณาวิเคราะห์เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับปรากฎการณ์บนโลกโซเชียล ในประเด็น “ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่มีผู้ตั้งกลุ่มขึ้น Facebook และมีผู้สนใจเข้าร่วมกลุ่มอย่างรวดเร็วจากระดับพันไปจนถึงครึ่งล้านภายในเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น

การเกิดขึ้นของ Digital Era ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างบนโลกนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และในไม่ช้าเมื่อการ Transform สมบูรณ์ โลกก็จะเข้าสู่ยุค Digital อย่างเต็มรูปแบบ อย่างที่ผมได้กล่าวในหลายๆ ครั้งที่ว่า Digital เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติทางการเกษตร และการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษยชาติเลยผ่านมาในอดีต การปฏิวัติ Digital หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “Digital Disruption” ซึ่งน่าจะหมายความว่า Digital นั้นเข้ามาเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ วิถีของโลก แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ ตลอดจนให้กำเนิดมนุษย์ยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน ไร้ขีดจำกัดในการแสวงหาความรู้ และมีจินตนาการที่กว้างไกล กระบวนการในการคิดวิเคราะห์แยกแยะของเด็กที่เกิดในยุคดิจิทัลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ใหญ่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

“ย้ายประเทศกันเถอะ” ซึ่งเป็นหัวเรื่องของคอลัมน์ในวันนี้ จากการติดตามกลุ่มนี้ใน Facebook จะเห็นได้ว่าคนกลุ่มใหญ่ในเพจนี้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดในห้วง ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา เป็นการรวมตัวกันของคนช่วงปลาย Gen Y ที่เกิดระหว่าง ค.ศ. 1977-1994 Gen Z ที่เกิดระหว่าง ค.ศ.1995 – ค.ศ.2009 เรื่อยมาจนถึงเด็กในยุคปัจจุบันคือ Gen Alpha ที่ถือเป็นกำลังของชาติและโลกต่อไปในอนาคต หากเราเลือกที่จะเรียนและเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา เราอาจจะเข้าใจหัวอกคนยุคใหม่ที่กำลังมีแนวคิด “ย้ายประเทศ” ได้เป็นอย่างดี

เนื่องจาก 3 กลุ่มนี้มีระยะเวลาค่อนข้างยาว ผมเลยจะขออนุญาตเลือกเอาตรงกลาง ห้วงปี ค.ศ.1995 – ค.ศ. 2000 หรือ Millennial ถ้าเทียบเป็นบ้านเราก็เป็นช่วง พ.ศ.2538 – พ.ศ.2543 ถ้ามองในมุมของเทคโนโลยีต้องถือว่าเป็นยุคทองของการสื่อสาร ระบบโทรคมนาคมสมัยใหม่ทั้งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ ที่เรียกกันว่าคลื่นลูกที่สามหรือการปฏิวัติเทคโนโลยีแบบเบาๆ พร้อมกับคำว่า โลกาภิวัฒน์ (Globalization) หรือเรียกอีกอย่างว่าโลกไร้พรมแดน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เชื่อมโยงทั้งโลกเข้าหากันข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถจะรับรู้ไปพร้อมๆ กันได้ทั่วโลกการแสวงหาข้อมูล ความรู้จากคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้เด็กในยุคนั้นเป็นต้นมาสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สื่อสารและรับทราบความเคลื่อนไหวของคนในประเทศอื่นๆ ได้แค่ปลายนิ้ว การเรียนรู้มิได้ถูกจำกัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและในบทเรียนอีกต่อไป ทุกอย่างพิสูจน์ได้จากข้อมูลที่ค้นหาได้ด้วยตนเอง จึงไม่น่าแปลกที่คนหนุ่มสาวหรือแม้แต่เด็กๆ ในปัจจุบันจะพูดถึงการย้ายประเทศ และการย้ายในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รักชาติเหมือนที่บางคนเข้าใจ แต่มันน่าจะมาจากการที่คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันเขามองตนเองเป็นพลเมืองของโลกและไม่ได้จำกัดตนเองไว้ในเส้นสมมุติที่เรียกว่าเขตแดนอีกต่อไปมากกว่า

Comments are closed.