มาทำความรู้จัก วัณโรค และ วัณโรคหลังโพรงจมูก อาการ เป็นอย่างไร

มาทำความรู้จัก วัณโรค และ วัณโรคหลังโพรงจมูก อาการ เป็นอย่างไร

วัณโรค คือเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำลายร่างกายคนเราแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เหมือนกับแบคทีเรียอื่นๆ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายปุ๊บ ก็แสดงอาการให้เห็นทันที โดยส่วนใหญ่แล้ววัณโรคจะอาศัยอยู่ในปอด วัณโรคจริงๆ แล้วก่อโรคได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบได้บ่อยในคนเราและเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ “TB” ซึ่งพวกนี้เชื้อประจำท้องถิ่นเรา ดังนั้น ทุกคนล้วนมีโอกาสพร้อมเป็นวัณโรคได้เหมือนกันหมด และจะเป็นเมื่อไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนและปริมาณเชื้อที่ได้รับ

 

วัณโรคหลังโพรงจมูก เกิดได้ไม่บ่อยนัก แต่ถ้าเกิดขึ้นมาก็อันตราย โดยเฉพาะหากไม่รู้ตัว-ไม่เคยตรวจร่างกาย อาจจะพบวัณโรคหลังโพรงจมูก

จากกรณีน้ำตาล เดอะสตาร์ 5 เสียชีวิตหลังจากมีอาการเลือดออกปากออกจมูกภายในไม่กี่วัน ทำให้มีข้อกังขาว่าสาเหตุการเสียชีวิตของดาราสาวคืออะไรกันแน่ กระทั่งแพทย์มีการแถลงผลตรวจชิ้นเนื้อหลังโพรงจมูกของสาวน้ำตาล ซึ่งพบว่า น้ำตาล เดอะสตาร์ 5 เสียชีวิตด้วยวัณโรคหลังโพรงจมูก  และแม้โรคนี้จะพบได้ไม่บ่อย

วัณโรคหลังโพรงจมูก อาการเป็นอย่างไร 

วัณโรคหลังโพรงจมูกส่วนใหญ่จะเกิดที่ปอดก่อนแล้วขึ้นไปที่โพรงจมูก เมื่อวัณโรคลุกลามไปที่โพรงจมูก บริเวณนั้นจะมีเส้นเลือดฝอยเยอะ เมื่อเชื้อโรคมักกัดเส้นเลือดสำคัญก็อาจทำให้เลือดออกจมูกออกปากได้ และที่เราบอกว่าวัณโรคหลังโพรงจมูกเป็นภัยเงียบตัวร้าย ก็เพราะว่าผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูก 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใด ๆ ที่แสดงว่าป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูกอยู่ แต่ประมาณร้อยละ 70 มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยวัณโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อมน้ำเหลือง

 

ใครมีโอกาสเสี่ยงเป็นวัณโรคได้มากที่สุด?
จริงๆ แล้วก็อย่างที่หมอบอกว่าทุกคนมีโอกาสหมด เพราะวัณโรคเป็นโรคท้องถิ่นบ้านเรา แต่ถ้าจะถามว่าใครเสี่ยงมากที่สุด อันดับแรกเลยคือ คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี สองคือโภชนาการไม่ดี ผอม แห้ง อ้วนน้ำหนักเกิน หรือคนที่ป่วยเป็นโรคปอดอยู่แล้ว อันนี้เสี่ยงมาก เพราะได้รับเชื้อปุ๊บปอดก็อาจทรุดได้เลยทันที กลุ่มสุดท้ายคือคนที่ชอบสูบบุหรี่ และคนที่ทำงานในสายอาชีพที่กระตุ้นให้มีโอกาสเกิดวัณโรคได้ง่าย เช่นคนทำเหมืองแร่ คนงานที่ก่อสร้าง อยู่กับหิน กับฝุ่น กับมลพิษ เพราะการใช้ชีวิตแบบนี้จะกระตุ้นให้เกิดวัณโรคได้ง่าย

สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักที่สุดเมื่อทราบว่าเป็นวัณโรคคืออะไร?
อันดับแรกคือเราต้องรู้หน้าที่ โดยต้องระลึกไว้เสมอว่า “เรามีหน้าที่ในการไม่แพร่เชื้อวัณโรคไปสู่ผู้อื่น” ทั้งนี้ ภายใน 2 อาทิตย์แรกเราต้อง “แยกตัวเอง” ออกจากผู้คนและชุมชน ต้องใส่ผ้าคลุมปิดปาก จะไอ จาม ธรรมดาไม่ได้ ต้องไอจามใส่ผ้า หรือกระดาษชำระ แล้วห่อเก็บทิ้งให้เรียบร้อย ลำดับต่อมาคือ ต้องคำนึงเรื่องการแยกจานแยกช้อน เพราะวัณโรคสามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย เวลารับประทานอาหารเสร็จแล้วเราก็ต้องล้างส่วนตัวของเราไม่นำไปปนกับคนอื่น ไม่ควรไปทำงานในช่วง 2 อาทิตย์แรกเด็ดขาด เพราะมีโอกาสสูงที่เราจะไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่น แต่หลังจาก 2 อาทิตย์ไปแล้วนั้น สามารถกลับไปทำงานได้ เพราะโดยหลักการแล้วยาที่ได้รับในช่วงแรก เมื่อครบ 2 อาทิตย์ จะทำให้ความสามารถในการแพร่เชื้อลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีเหลือ

ได้ยาแค่ 2 อาทิตย์แรกก็ไม่แพร่เชื้อแล้ว แสดงว่าวัณโรครักษาหายได้แน่นอนใช่หรือไม่?
ในวงการแพทย์มีเพียงไม่กี่โรคเท่านั้นที่หมอสามารถตอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “รักษาหายได้” หนึ่งในนั้นคือ โปลิโอ และสองคือ “วัณโรค” ดังนั้น สิ่งที่อยากจะบอกให้คนไข้ทุกคนสบายใจก็คือ วัณโรคเป็นได้ แต่ก็สามารถรักษาหายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่วัณโรคดื้อยา และคนไข้ไม่ดื้อเอง ทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ

วิธีดูแลปอดตัวเองง่ายๆ ให้ห่างไกลจากวัณโรคทำได้อย่างไรบ้าง?
หาอากาศดีๆ ให้ปอด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอากาศที่ไม่ดี หลีกเลี่ยงควันเขม่า อย่างควันรถ บ้านเรานั้น เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เพราะเป็นอันตรายต่อปอดแน่นอน พาตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง พักปอดจากมลพิษในเมืองบ้าง ปอดก็เหมือนกับเครื่องฟอกอากาศ เลือดทั้งร่างกาย สูบขึ้นหัวใจ หัวใจยิงเข้าสู่ปอด เพื่อมาฟอก เพื่อมารับออกซิเจน แล้วนำกลับไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น ถ้าเราไม่ดูแลเครื่องฟอกอากาศในตัวเรา ก็คงเป็นเรื่องยากที่ชีวิตนี้เราจะได้สูดลมหายใจอย่างมีความสุขสดชื่นแบบเต็มปอดได้

 

ข้อมูลที่มา : โรงพยาบาลพญาไท , Kapook

ภาพโดย PublicDomainPictures , Augusto Ordonez จาก Pixabay