ภาพสุดท้ายของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี และอมตะธรรมคำสอนที่อบอุ่น

ภาพสุดท้ายของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี และอมตะธรรมคำสอนที่อบอุ่น

ภาพสุดท้ายของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี และอมตะธรรมคำสอนที่อบอุ่น

ที่มา ปลดล็อค

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

สมุดจดบันทึกประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯ

ราชสกุลวงษ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) มารดาชื่อ เกตุ (ธิดานายไชย) เดิมเป็นชาวบ้าน ต.ท่าอิฐ อำเภอบ้านโพธิ์ (ปัจจุบันคืออำเภอเมือง จ.อุตรดิตถ์) ส่วนบิดาจะมีนามใดไม่ปรากฏแน่ชัด ทราบเพียงแต่ว่ารับราชการเป็นชาวเมืองอื่น แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็น “ราชสกุลวงษ์” (ที่น่าเชื่อได้ว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นเชื้อพระวงศ์ ข้อนี้มีหลักฐานอ้างอิง ด้วยความปรากฏในเรื่องประวัติว่า พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อคราวดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้พระราชทานเรือกราบกัญญาหลังคากระแชงเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ยังเป็นสามเณร) ต่อมาการทำนาไม่ได้ผลเพราะฝนแล้งมาหลายปี โยมมารดาท่านจึงคิดย้ายภูมิลำเนาโดยการออกทำมาค้าขายโดยทางเรือและตามหาโยมพ่อด้วย จนกระทั่งเดินทางมาถึง บ้านไก่โจน (ต่อมาแผลงเป็น “ไก้จ้น”) ตำบลไก่จ้น อำเภอนครน้อย (อ.ท่าเรือ) แขวงเมืองกรุงเก่า (จ.พระนครศรีอยุธยา) จึงได้จอดเรือในคลองป่าสัก ใต้ต้นสะตือ ที่ริมตลิ่งหน้าวัดท่างาม (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสะตือ) โยมเกตุได้คลอดบุตรเป็นชาย ณ ที่แห่งนั้น ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก สัมฤทธิ์ศก จ.ศ. 1150 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 เวลาบิณฑบาตรในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 7 ปี) และตั้งชื่อว่า “โต” (ความที่กล่าวตรงนี้ เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (มุ้ย ปณฑิโต) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่อเป็นที่พระธรรมวิหารีเถร อยู่วัดพระเชตุพลฯ เล่าให้นายพรหม ขะมาลา เปรียญฟัง) เมื่อท่านเกิดแล้ว (ยังเป็นทารกแบเบาะ) มารดาก็พาท่านไปอยู่ที่ตำบลไชโย จ.อ่างทอง จนกระทั่งท่านนั่งได้ มารดาก็พามาอยู่ ณ บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร จนกระทั่งยืนเดินได้ (ภายหลังท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ ณ ที่ตำบลทั้ง 3)

ประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) ในตอนเยาว์วัยนั้นกล่าวกันว่าท่านได้ศึกษาอักขระสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร ครั้งถึงปีวอก พ.ศ. 2342 อายุได้ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีท่านเจ้าคุณพระบวรวริยเถระ(อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม (ก่อนเรียกว่าวัดบางลำพูบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังได้ย้ายไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ในสมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นสามเณร ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดฯ มาก ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ถึงได้พระราชทานเรือกันยา หลังคากระแชง ให้ท่านได้ใช้สอยตามอัธยาศัย แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระเมตตาครั้นถึงอายุครบอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. 2350 ปีเถาะ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สามเณรโต ได้รับการอุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) โดยสมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ก็มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าทางด้านปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ อย่าง มุ่งมั่นอาจหาญและมั่นคง จึงทำให้ทรงแตกฉานและเพลิดเพลินในพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งมาก จดจำได้แม่นยำเพราะความเป็นพระอัจฉริยะ โดยการสั่งสมบารมีญาณ อยู่ในขันธสันดานอย่างมั่นคงและแก่กล้า มาเป็นเอนกอนันตชาติ ทรงมีพระปัญญาคมกล้าเป็นยอดเยี่ยม จึงสามารถบรรลุมรรคผลอย่างรวดเร็ว โดยการเริ่มเทศน์จากพระคัมภีร์ใบลาน จนกระทั่งเทศน์ด้วยปากเปล่าและในรูปแบบของปุจฉา-วิสัชนา เป็นที่ยอมรับของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ที่ได้ฟังพระสุรเสียงเป็นที่ไพเราะจับใจ ความชัดเจนของอักขระการเอื้อนทำนองวรรคตอนได้ถูกต้อง ภาษาสละสลวย เนื้อหาสาระที่เทศน์ ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ หรือพระเจ้า ๑๐ ชาติ ก็สามารถเทศน์ให้ญาติโยมได้รับฟังอย่างจับจิตจับใจและฟังอย่างมีความสุข และจดจำเนื้อหาที่เทศน์ได้ และกอร์ปด้วยพระอัจฉริยภาพที่สง่างาม น่ารักของ “ สามเณรจิ๋ว ”

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) กับรัชกาลที่ 5

โดยปกติเจ้าประคุณ “สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรฺหมฺรํสี) ท่านไม่ยินดีในสมณศักดิ์ เป็นผู้สมถะมักน้อยสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศ สรรเสริญ ในปีจ.ศ. 1169 หรือ พ.ศ. 2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระเมตตารับอุปสมบท เป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โดยมีสมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอุปัชฌา จ.ศ. 1188 หรือ พ.ศ. 2369 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสามัญ อายุ 39 ปี จ.ศ. 1197 หรือ พ.ศ. 2378 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครู ปริยัติธรรม อายุ 48 ปี จ.ศ. 1205 หรือ พ.ศ. 2386 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชปัญญาภรณ์ อายุ 56 ปี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะที่ “พระธรรมกิตติ” ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2397 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวีศรีสุทธินายก ตรีปิฎกปรีชามหาคณฤศร บวรสังฆราชคามวาสี อายุได้ 65 ปี ครั้นสมเด็จพุฒาจารย์(สน) วัดสระเกศ มรณภาพ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น สมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพุฒาจารย์”รูปที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 10 ขึ้น 9 ค่ำ ตรงกับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2407 อายุได้ 76 พรรษา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺ รํสี) ได้รับประสิทธิ์ประสาทวิชาจากพระอาจารย์ มีสมเด็จพระสังฆราช(สุก) กรุงเทพฯ พระอาจารย์คง อยุธยา พระอาจารย์แสง ลพบุรี และพระอาจารย์ขอม นครสวรรค์

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง เป็นที่ทรงคุ้นเคยมาทั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาโตเป็นผู้ไม่ปรารถนาลาภ ยศ สมณศักดิ์ใดๆ เมื่อเรียนรู้พระปริยัติมาแล้วก็ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญและไม่รับเป็นฐานานุกรม เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ พระมหาโตได้ทูลขอตัวมิยอมรับตำแหน่ง หรือเลี่ยง โดยออกธุดงค์ไปตามวัดในชนบทห่างไกลทุกคราวไป จึงคงเป็นพระมหาโตมาตลอด จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาโตจึงยอมรับพระมหากรุณา

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) มีอัธยาศัยมักน้อยเป็นปกติ ลาภสักการะที่ได้มาในทางเทศนาก็นำไปสร้างสิ่งเกี่ยวเนื่องด้วยพระศาสนา จึงมีผู้นับถือศรัทธามาก บางคนเรียกท่านว่า “ขรัวโต” เพราะท่านจะทำอย่างไรก็ทำตามความพอใจไม่ถือตามความนิยมของผู้อื่นเป็นใหญ่ ด้วยความที่พระองค์ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่พระพุทธศาสนิกชนกล่าวขวัญถึง ในชื่อ “สมเด็จฯโตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่มีความรอบรู้แตกฉานใน พระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติ ความเป็นเลิศในการเทศนา ได้รับการยกย่องสรรเสริญในสติปัญญาและ ปฏิญาณโวหารที่ฉลาดหลักแหลม เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาแก่ผู้ตกยากมีอัธยาศัยมักน้อยสันโดษท่านถือปฏิบัติในข้อธุดงควัตรทุกประการ คือ ฉันในบาตร ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ เยี่ยมป่าช้า นั่งภาวนา เดินจงกรม

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้สร้างวัดและสิ่งเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่น พระพุทธไสยาสน์ วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระมหาพุทธพิมพ์ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม พระโตนั่งกลางแจ้งวัดพิตเพียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร วัดกลางคลองข่อย จังหวัดราชบุรี พระเจดีย์นอน วัดละครทำ ฯลฯ นอกจากศาสนวัตถุต่างๆ แล้ว สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังได้รจนาบทสวดพระคาถาหลายบท แต่ที่เป็นที่รู้จักและถือว่าเป็นพระคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และนิยมสวดภาวนาในหมู่พุทธศานิกชน คือพระคาถาชินบัญชร

 

ที่มา http://www.มูลนิธิพุทธคยา.com

  •   
  •  
  •  
  •  
  •  
ประวัติพระเกจิอาจารย์, เรื่องเด่นโหราศาสตร์
- 2017-06-24 5:36:24 โพสต์โดย : horo_2u คนดู อ่านดวง 3,093 คน คน
  • ผลหวย ตรวจหวย