ลอยกระทง : วิถีแห่งสายน้ำ วัฒนธรรมแห่งเอเชีย

ท่ามกลางแสง จันทร์ในคืนเพ็ญกลางเดือนสิบสอง ซึ่งตรงกับช่วงเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ บนสายน้ำที่หลากไหลท่วมท้นทั้งสองฟากฝั่ง
แสงเทียนนับร้อยนับพัน วูบวับระริกไหวเคลื่อนไปตามแรงกระแสน้ำ คือภาพอันน่าจำเริญตาของประเพณีที่เจนใจคนไทยมาช้านาน
ประเพณีลอยกระทง…
คนไทยเริ่มลอยกระทงมาตั้งแต่เมื่อใดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แม้ครั้งหนึ่งเราจะถูกอบรมบ่มเพาะกันมาแต่เล็กแต่น้อยให้เชื่อว่า
โคมลอยน้ำรูปดอกบัวนี้ถูกประดิษฐ์คิดขึ้นโดยยอดหญิงงามนามว่า?ท้าวศรี จุฬาลักษณ์?
หรือ ?นางนพมาศ? สนมเอกของพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย โดยมีเรื่องราวปรากฏอยู่ในวรรณกรรมชื่อ
?ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์?

แต่ความเชื่อนี้ก็ถูกสั่นคลอนจากนักประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน ว่าตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นวรรณกรรมที่ไม่ได้เก่าไปกว่ารัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ดังนั้นลอยกระทงจึงไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

ถึงแม้จะทำให้ผู้คนสับสนงงงัน??แต่ทฤษฎีใหม่ก็ไม่สามารถลบล้างประเพณีอันดีงามและทรงคุณค่านี้ไปได้
ไม่ว่าจะเริ่มต้นมีมาแต่ครั้งใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ทุกวันนี้คนไทยทุกชนชั้น ทุกอาชีพยังคงลอยกระทงกันอยู่
ทั้งเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่เชื่อกันว่าประดิษฐานอยู่บนหาดทราย
ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที (ปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพัททา แคว้นทักขิณาบถ ประเทศอินเดีย)
เพื่อบูชาพระเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ เพื่อขอขมาพระแม่?? คงคา
หรือเพื่อลอยทุกข์โศกไปกับสายน้ำก็ตาม
อันที่จริงใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่มีประเพณีลอยกระทง
หากยังมีอีกหลายวัฒนธรรมที่ร่วมลอยกระทงไปกับเราด้วย …

ไม่ไกลจากเรานักบ้านพี่เมืองน้องของเราอย่างประเทศลาว
ก็มีประเพณีการบูชาแม่น้ำด้วยการลอยประทีปและไหลเรือไฟ
โดยเชื่อว่าเป็นการบูชาคุณแห่งแม่น้ำโขงที่เลี้ยงดูพวกเขามา
และเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จกลับมาจากการเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนในกัมพูชา ระยะนี้เป็นช่วงเทศกาล ออก อัมบก (Ok Ambok)
ซึ่งหมายถึงเทศกาลบูชาพระจันทร์? พวกเขาจะทำ ประทีป (pratip)
ซึ่งก็คือกระทง แล้วนำไปลอยบูชาพระจันทร์วันเพ็ญที่ฉายเงาสว่างไสวในลำน้ำ
เหนือขึ้นไปจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม เกาหลี หรือญี่ปุ่น
ก็มีพิธีกรรมในการขอขมาและลอยทุกข์ลงในน้ำเช่นกัน

โดยสันนิษฐานกันว่าต้นแบบของความเชื่อนี้มาจากศาสนาพุทธแบบมหายานที่แพร่หลายไปจากจีน
แน่นอน….จีนก็ลอยกระทงเหมือนกันกับเรา คู่ปรับเก่าของเราอย่างพม่า
ก็ยังร่วมลอยกระทงไปพร้อมกัน ?นอกจากเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าแล้ว
ชาวพม่ายังลอยกระทงเพื่อบูชาผีนัต (Nut)
ซึ่งหมายถึงวิญญาณที่คอยคุ้มครองบรรดาสรรพสิ่งอยู่ทั่วไป

เมืองเก่าทางเหนือของประเทศไทยซึ่งรียกกันว่าล้านนา
ก็มีประเพณีลอยกระทงเพื่อบูชาแม่น้ำ พิเศษตรงที่ล้านนามีประเพณีบูชาด้วยไฟ
โดยการจุดโคมที่เรียกว่า ประเพณียี่เป็ง
โดยเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยขึ้นไปบนฟ้าคือการบูชาพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ และเท่ากับเป็นการปล่อยทุกข์โศกให้ลอยไปพร้อมโคม

และแม่แบบของวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์อย่างอินเดีย
ก็ยังคงมีการลอยกระทงกันอยู่ ?โดยเขาอ้างว่าวัฒนธรรมนี้เริ่มต้นที่นี่
เมื่อหลายพันปีก่อน… เริ่มต้นจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ที่ว่า
เราควรลอยประทีปลงน้ำในคืนเพ็ญกลางเดือนสิบสอง
เพื่อบูชาพระนารายณ์ที่บรรทมอยู่กลางเกษียรสมุทร
และพระองค์จะทรงนำบาปเคราะห์ของเราลอยล่องไปกับประทีปอันนั้นด้วย
ในบ้านเรา…
เมื่อคืนเพ็ญกลางเดือนสิบสองเวียนมาถึง
ผู้คนก็พร้อมใจกันทำกระทงเป็นโคมลอยรูปดอกบัวอันสดสวยจากวัสดุหลายหลาก
ไม่ว่าจะเป็นกระทงแบบประเพณีที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เข่นใบตอง หยวกกล้วย
ประดับประดาดอกไม้สดนานาพันธุ์ หรือช่วงหลังจะสร้างสรรค์กระทงให้แปลกออกไป เช่น
กระทงขนมปัง หรือกระทงพลาสติกซึ่งมักกลายเป็นปัญหาวุ่นวายเมื่องานจบทุกครา

ในกระทงมีธูปเทียนปักไว้ บ้างมีหมากพลู เงินทองเล็กน้อยใส่ลงไป
เชื่อว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคาระลึกถึงพระคุณที่ให้เราใช้น้ำในการดำรงชีวิต ได้อาบ
ได้กิน และเพื่อเป็นการลอยเคราะห์บาปไปตามสายน้ำ
แม้ว่าบ่อยครั้งกระทงน้อยจะลอยไปได้เพียงไม่ไกลก็มีอันต้องล้มคว่ำเพราะ มิจฉาชีพที่
? ปล้นบุญ ? กันหน้าตาเฉย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

ประเพณีลอยกระทงก็ยังคงสามารถสะท้อนภาพความผูกพันของคนกับสายน้ำออกมาได้
อย่างงดงาม ทั้งยังสื่ออุปนิสัยกตัญญูรู้คุณของผู้คนเหล่านี้ได้อย่างแจ่มชัดที่สุด
และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเพณีลอยกระทงยังคงครองตำแหน่ง
ประเพณีที่สุดแสนจะโรแมนติกในใจใครต่อใครอีกหลายคน….

เกี่ยวกับวันลอยกระทง
- 14-09-2010 10:46:09 โพสต์โดย : admin 2,235 อ่าน วันลอยกระทง
  • หมวดหมู่

  • เรื่องล่าสุด