ประวัตินักฟุตบอล ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ประวัตินักฟุตบอล “ซลาตัน
อิบราฮิโมวิช “

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เกิดในครอบครัวชาวบอสเนียที่อพยพไปอยู่ที่สวีเดน โดยหลังจากเกิดที่เมืองมัลโม
ครอบครัวอิบราฮิโมวิช ก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองโรเซนการ์ด ที่อยู่ใกล้ๆกับมัลโม
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะของเมืองสำหรับชุมชนชาวอพยพ แต่สุดท้ายอิบราฮิโมวิช
ก็ได้กลับมาอยู่ที่มัลโม
อีกครั้งหลังจากที่เรียนจบระดับไฮสคูล
เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้ ซลาตัน
ไม่ได้มาเพื่อเรียนหนังสือต่ออย่างที่ควรจะเป็น
แต่กลับเป็นการเริ่มต้นเส้นทางชีวิตสายลูกหนังอย่างเต็มตัว
หลังจากที่ได้เล่นในระดับเยาวชนกับเอฟเค บอสน่า, เอฟบีเค บอลคาน
และทีมเยาวชนของมัลโมมาระยะเวลาหนึ่ง
และด้วยพรสวรรค์ที่มากล้นในตัว
ทำให้อิบราฮิโมวิช
เป็นกองหน้าที่โดดเด่นกว่านักเตะร่วมรุ่นและทำให้ถูกยอดกุนซืออย่างอาร์แซน เวนเกอร์
แห่งอาร์เซนอล และลีโอ บีนฮัคเกอร์ แห่งมาลาก้า
พยายามชักชวนให้ไปร่วมทีมด้วย
โดยเฉพาะเวนเกอร์
ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการปั้นดาวรุ่งขึ้นมาประดับวงการพยายามตามตื้ออย่างจริงจัง
แต่มัลโม ปฏิเสธที่ปล่อยตัวให้ เช่นเดียวกันกับทางด้านบีน ฮัคเกอร์
ที่ประทับใจกับประตูสุดมหัศจรรย์ในนัดที่มัลโม อุ่นเครื่องกับทีมมอสส์
จากนอร์เวย์
อย่างไรก็ตามในปี 2001 มัลโม ก็ไม่อาจรั้งซลาตันได้อีกต่อไป
เมื่ออาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในยุคของโค อาเดรียนเซ่ กุนซือชาวเดนมาร์ก
ทุ่มเงินถึงกว่า 7.8 ล้านยูโร
เพื่อดึงตัวไปร่วมทีม
และช่วงนั้นเองก็เป็นช่วงเวลาที่ซลาตัน
เริ่มเล่นทีมชาติด้วย โดยทีแรกเขาต้องการที่จะเล่นให้กับทีมชาติบอสเนีย
ตามสายเลือดที่แท้จริง
แต่ว่าได้รับการปฏิเสธทำให้ต้องหันเหเส้นทางมาเล่นให้กับทีมชาติสวีเดนแทน
สำหรับอาแจ๊กซ์
ซลาตัน เริ่มต้นได้สวยงามไม่น้อยโดยแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือจาอาเดรียนเซ่
เป็นโรนัลด์ คูมัน แต่เขาก็ยังคงได้รับเลือกลงเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ
และก้าวมาเป็นกองหน้าสตาร์เด่นของทีม
ซลาตัน
มาแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวให้กับอาแจ๊กซ์ ในเวทียุโรปคือเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ที่พบกับโอลิมปิก ลียง โดยนัดนั้นซลาตัน เหมาซัดคนเดียว 2 ลูก
โดยหนึ่งในนั้นเป็นประตูที่คลาสสิคสุดๆ ด้วยการลากเลื้อยหลบเอ็ดมิลสัน
เซ็นเตอร์ฮาล์ฟดีกรีทีมชาติบราซิล
ก่อนจะยิงมุมแคบเข้าไปอย่างเหลือเชื่อ
ประตูดังกล่าวทำให้เริ่มมีการพูดถึงเจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่รายนี้
โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับกองหน้าลีลาคลาสสิคอย่างมาร์โก แวน บาสเท่น หรือเดนนิส
เบิร์กแคมป์ แต่ถ้านำคำถามเรื่องนักฟุตบอลต้นแบบของซลาตัน เขาจะตอบว่า “โกรัน
เตอร์เพฟสกี้” อดีตกองหน้ารุ่นพี่ในทีมมัลโม
หลังจากนั้น ซลาตัน
ก็ยิ่งกลายเป็นดาราเด่นของทีมและกลายเป็นที่หมายปองของยักษ์ใหญุ่โรป
ดาวยิงสายเลือดบอสเนียน
ยังสร้างปรากฎการณ์ได้ต่อไปเมื่อทำประตูสุดมหัศจรรย์ได้อีกครั้งในการเจอกับเอ็นเอซี
เบรด้า ในเกมลีกฮอลแลนด์ โดยเป็นประตูที่คล้ายกับลูกยิงในตำนานของดีเอโก้ มาราโดน่า
ด้วยการลากหลบผู้เล่นของเบรด้าเป็นว่าเล่น
และโชว์กรหลอกล่อผู้รักษาประตูอย่างเหนือชั้นที่แม้แต่ช่างภาพที่ตามจับภาพยังโดนหลอกให้หลงคิดว่ายิงเข้าไปแล้วด้วย
ซึ่งสุดท้ายหลังการหลอกจนทุกคนในสนามได้แต่อ้าปากค้าง ซลาตัน
ก็บรรจงส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายแบบง่ายๆ
แต่หลังจากนั้น ซลาตัน
ก็เริ่มมีปัญหาในทีมอาแจ๊กซ์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท
กัปตันทีมที่ทำให้สุดท้ายเขาก็ต้องย้ายออกจากรังอัมสเตอร์ดัม อารีน่า
ไปอยู่กับยูเวนตุสแทน ด้วยค่าตัวมหาศาลถึงกว่า 19 ล้านยูโรในฤดูร้อนปี
2004
และถึงจะเป็นการย้ายทีมไปอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างยูเว่
แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับซลาตัน
ที่จะแย่งตำแหน่งกองหน้าตัวจริงมาได้ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ดาวยิงตัวหลักของทีม
“ม้าลาย” ในเวลานั้นอย่างดาวิด เทรเซเกต์ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาพอดี และฟาบิโอ คาเปลโล่
โค้ชของยูเว่ ในขณะนั้นก็ชื่นชอบซลาตันอยู่แล้ว
(เคยพยายามจะซื้อตัวไปร่วมทีมตอนคุมโรม่า)
ซลาตัน
ประสบความสำเร็จอย่างงดงามอีกครั้งกับยูเว่ โดยยิงไปถึง 16
ประตูและมีส่วนช่วยให้ยูเวนตุส คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้
ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเพราะมีกองหน้าน้อยรายนักที่จะมาทำผลงานได้ดีในลีกลูกหนังสุดหินในอิตาลี
และในฤดูกาล 2004/05
นั้นเองที่เขาได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของแฟนๆ
ชาวเบียงโคเนรี่ รวมถึงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสวีเดนในปีเดือน พ.ย.
2005

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น ซลาตัน
ก็ต้องพบกับช่วงชีวิตที่ยากลำบาก
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมากมายทั้งกับสื่อมวลชนในสวีเดนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แถมยังโดนปรับบทบาทในทีมยูเวนตุสด้วย
ผลงานในสนามย่ำแย่ลงมากและเริ่มตกเป็นตัวสำรองบ้างบางนัด แต่กระนั้นซลาตัน
ก็ยังวาดลวดลายได้บ้าง
แต่เปลี่ยนจากบทบาทกองหน้าจอมถล่มประตูเป็นจอมใส่พานให้เพื่อนแทน
ซึ่งก็มีบางคนเห็นว่านี่เป็นฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาด้วยซ้ำไป
แม้จำนวนประตูจะลดลงมากก็ตาม
แต่ทุกอย่างก็เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีกหลังจากนั้น
เมื่อเขาเริ่มสูญเสียฟอร์มการเล่นไป และโดนวิจารณ์อย่างหนัก
และเริ่มถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาของทีม
โดยเฉพาะกับความเย่อหยิ่งและมักจะสร้างปัญหาให้ทีมเสมอๆ
ซึ่งเรื่องนี้ก็ลามไปถึงในระดับทีมชาติสวีเดนด้วย ทั้งที่ตลอดมาซลาตัน
เป็นตัวความหวังของทีมได้โดยตลอด

มาถึงในฟุตบอลโลก 2006 ซลาตัน
ก็มีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนัก
แม้ว่าจะทำผลงานได้ดีในรอบคัดเลือกจนพาทีมเข้ามาสู่รอบสุดท้ายที่เยอรมันได้ก็ตาม
โดยสวีเดน เล่นได้แย่ในรายการดังกล่าวแถมซลาตัน
ยังมีอาการบาดเจ็บจนไม่ได้ลงเล่นในเกมสำคัญกับทีมชาติอังกฤษด้วย
ก่อนที่จะโดนเขี่ยตกรอบ 16
ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของเจ้าภาพ
หลังจากกลับจากเยอรมัน
ชะตาชีวิตของเขาก็ต้องพลิกผันอีกรอบ เมื่อยูเวนตุส ถูกศาลลงโทษริบแชมป์ 2
สมัยก่อนหน้านี้และปรับตกชั้นให้ไปอยู่ในเซเรีย บี อันเนื่องจากคดีล็อกผลการแข่งขัน
ทำให้ต้องย้ายไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัวสูงถึง 24.8
ล้านยูโรล่าสุดย้ายสู่อ้อมกอดของบาซาเป้นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ความวุ่นวายในชีวิตของเขายังไม่จบ
เมื่อซลาตัน ไปก่อเรื่องพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คนคือโอลอฟ เมลล์เบิร์ก และคริสเตียน
วิลเฮล์มสสัน โดยแหกกฏเคอร์ฟิวหนีไปดื่มกันช่วงดึก ทำให้ลาร์ส ลาเกอร์บัค
กับโรแลนด์ แอนเดอร์สัน สองโค้ชทีมชาติเยอรมัน
สั่งลงโทษด้วยการส่งทั้งสามคนกลับบ้านทันที และทำให้อิบราฮิโมวิช
ไม่พอใจและปฏิเสธที่จะกลับมาเล่นให้ทีมชาติไปพักใหญ่
ซลาตัน
ใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าในการเรียกฟอร์มเดิมๆกลับมากับอินเตอร์ มิลาน
และในที่สุดก็สามารถกลับมาเป็นกองหน้าตัวความหวังได้ ซึ่งทางโรแบร์โต้ มันชินี่
โค้ชทีมเนรัซซูรี่
ก็เลือกเขาเป็นกองหน้าตัวหลักเสมอและมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย
อา ในฤดูกาลนี้ ส่วนในทีมชาติก็กลับมายอมรับใช้ทีมชาติอีกครั้ง
และเชื่อว่าหลังจากนี้เส้นทางของกองหน้าที่มีลีลาการเล่นสวยงามดังการเริงระบำบนสนามเหมือน
“เพชฌฆาตพรายกระซิบ” มาร์โก แวน บาสเท่น จะกลับมาสวยงามอีกแน่นอน

ประวัติ นักกีฬา
- 20-04-2010 10:19:28 โพสต์โดย : admin 2,676
  • คลิปกีฬา