การแต่งงาน หรือการสมรส คืออะไร

การแต่งงาน หรือการสมรส คืออะไร

การแต่งงานคืออะไร หลายๆคนคงจะสงสัยว่าการแต่งงานจะแต่งเพื่ออะไร ไม่แต่งงาน ต่อยู่ร่วมกันเฉยๆไม่ได้หรืออย่างไร จริงๆแล้วในสภาพสังคมปัจจุบันนั้นก็คงมีหลายๆคู่ที่กระทำเช่นนั ้น แต่การแต่งงานมีความหมายมากกว่าการอยู่ร่วมกันเฉยๆอย่างลึกซึ้ง ทีเดียว การแต่งงานเป็นจุดเร่มต้นของชีวิตครอบครัวของมนุษย์ที่อยู่รวมก ันเป็นสังคม ผู้ที่สามารถแต่งงานกันได้ก็คือ ชาย และหญิง ที่ได้เข้าพิธีแต่งงานเป็นปกติตามจารีตประเพณีที่มีอยู่ในสังคม นั้นๆ การแต่งงานคือการประกาศว่าคนทั้ง 2 คนจะยินยอมอยู่ร่วมชีวิตเป็นสามีภรรยา และถ้าเกิดให้กำเนิดบุตร ทั้ง 2 คนก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรของตนเองด้วย ไม่สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบที่แต่ละคู่จะมีต้องบุตรและการดูแลบุตรให้เป็นคนดีของสังคมต่อไปภายภาคหน้าด้วย

what is wedding what is wedding

การแต่งงานจึงมีความสำคัญต่อบุคคลต่างๆในสังคมด้วยเหตุนี้นั่นเ อง ความหมายของคำว่า ?แต่งงาน? เราลองมาแยกพิจารณาความหายของคำว่า แต่งงานดูเราจะได้ความหมายดังนี้ คำว่า แต่ง หมายถึง จักให้งาม ทำให้ดี ?ส่วนคำว่า งาน หมายถึง การที่ต้องทำ ?ดังนั้นเมื่อรวมเป็นคำว่าแต่งงาน ก็จะหมายถึง การที่ต้องทำเพื่อจัดให้งาม หรือทำให้ดี พิธีแต่งงานโดยทั่วไปจึงเน้นจารีตประเพณีที่ดีงามของสังคม และกระทำแต่สิ่งที่ดีและเป็นมงคลสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบ ครัววร่วมกันนั่นเอง ?ในอดีตพิธีแต่งงานจะเรียกอยู่ 2 อย่างคือ ? วิวาหมงคล ? หมายถึง การทำพิธีแต่งงานแล้วเจ้าสาวไปอยู่บ้านเจ้าบ่าวและ ? อาวาหมงคล ? เมื่อทำพิธีแล้วเจ้าบ่าวไปอยู่บ้านเจ้าสาว แล้วแต่กรณี จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นมาใช้คำว่า งามมงคลสมรส ในปัจจุบัน วิวัฒนาการของการแต่งงาน

การแต่งงานก็มีวิวัฒนาการเช่นเดียวกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในสัง คม และพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพวีถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม ณ ขณะนั้น วิวัฒนาการของการแต่งงานจึงสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะได้ดังนี้

1. การแต่งงานโดนการฉุดคร่า หรือการลักพาตัว โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายหญิง หรือญาติจะพอใจหรือไม่ (อาจจะยังเห็นอยู่บ้างในบางสังคมที่ยังห่างไกลความเจริญมากๆ)

2. จากการฉุดคร่ากลายเป็นธรรมเนียมการเรียกร้องเอาเงินทอง แรงงาน หรือของใช้อย่างอื่น เช่น ฝ่าชายต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ต้องมีเรือนหอ เมื่อหมั้นกันแล้ว ฝ่ายชายจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง จนกว่าจะถึงการกำหนดวันแต่งงาน หรืออาจจะต้องอยู่นานกว่านี้แล้วแต่ข้อตกลง เป็นต้น

3. การแต่งงานด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เป็นการแต่งงานที่ฝ่ายชายและหญิงเกิดความรักซึ่งกันและกันจนสมัครใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน

การแต่งงานพิธีแต่งงานจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายจัดผู้หลักผู้ใหญ่เป็นตัวแทนไปเจรจาสู่ขอฝ่ายหญิง ทางผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตกลงปลงใจยอมยกให้ และฝ่ายชายยอมรับจัดทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายหญิงในอดีต การแต่งงานจะเป็นลักษณะที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่คอยสอดส่องดูแลจัดหาให้ โดยฝ่ายชายก็จะกระทำดูหรือสอบถาม สาวบ้านไหนที่มีกริยามารายามเรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นคนขยันขันแข็ง ไม่มีชื่อเสีย หน้าตาหมดจด ฯลฯ หรืออะไรที่ดีเหมาะสมตามแต่ในยุคสมัยหรือท้องถิ่นนั้นๆถ้าเกิดมีการทาบทามโดยการใช้พื่อสื่อหรือแม่สื่อ ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงก็จะสอบถามดูเช่นกันว่าฝ่ายชายเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นคนเรียบร้อนขยันทำมาหากินหรือเปล่า เคยบวชเรียนแล้วหรือยัง และสอบถามเรื่องอื่นๆพอสมควร แต่ถ้ายังไม่แน่ใจก็จะขอผัดเวลาตรึกตรอง หรือขอวันเดือนปีของฝ่ายชายเพื่อนำไปผูกดวงเสียก่อน เพื่อที่จะได้มีเวลาดูความประพฤติของฝ่ายชาย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรขั้นตอนแรกของการแต่งงานก็เริ่มขึ้น การส่งเฒ่าแก่ทาบทาม(การสู่ขอ) ฝ่ายชายจะหาเฒ่าแก่โดยจะขอให้ ผู้ที่มีหน้าตา หรือเป็นผู้ใหญ่สูงอายุ มีคนนับหน้าถือตา ซึ่งจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ ซึ่งการส่งเฒ่าแก่ทาบทามในครั้งนี้จะเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น และสามารถเตรียมฤกษ์ยามไปได้เลยก็ได้ จากนั้นเจรจาตกลงเรื่องขันหมากหมั้นและวันหมั้นไปสู้ขอตามธรรมเ นียม ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสู่ขอ แต่ก่อนที่จะส่งเฒ่าแก่ทาบทาม ควรที่จะแจ้งให้ฝ่ายหญิงทราบด้วยเพื่อที่จะได้เตรียมการรับรองได้อย่างเหมาะสม การหมั้นหมาย

เมื่อถึงวันฤกษ์ดีตามที่ได้ตกลงกันแล้ว ทางฝ่ายชายก็จะจัดเตรียมขันหมากหมั้น โดยจะมีส่วนประกอบดังนี้ คือ หมากดิบทั้งลูก 8 ผล พลู 4 เรียง บรรจุลงในขัน 1 ใบ อีก 1 ขันจะบรรจุทองหมั้นหรือเงินหมั้นของหมั้นและก็นิยมบรรจุสิ่งของ อื่นๆลงในขันทองหมั้นด้วยเช่นให้ใส่ถุงเล็กๆบรรจุถั่วเขียว ข้าวเปลือก ข้าวตอก งาดำ อย่างละถุง และเอาใบเงิน ใบทอง และใบนากรองก้นขัน เป็นต้น และอาจจะเพิ่มดอกรักที่เด็ดเอาทั้งช่อที่เป็นยอดเพื่อเอาความหม ายว่า ? ยอดรัก ? ก็ได้เช่นกัน นอกจากนนี้อาจจะมีแป้งหมักเพื่อเอาความหมายให้ฟูเฟื่องด้วย ส่วนทองรูปพรรณก็มักจะนิยมใช้กระดาษแดงห่อแล้ววางบนใบเงินใบทอง อีกครั้งนึง(สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) เครื่องขันหมากนอกจะเป็นพวกขนมและผลไม้ใส่ถาม ซึ่งจะมีจำนวนมากหรือน้อย ตามแต่ที่ตกลงกันโดยมากจะเป็นจำนวนคู่มากกว่าจำนวนคี่ (ของในขันหมากหมั้นนี้อาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดได้แล้ วแต่ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น) บางรายอาจจะเรียกน้ำตาลทรายเป็นของหมั้นด้วย(น้ำตาลหมั้นนี้เมื ่อฝ่ายหญิงได้รับมักไปแบ่งแจกจ่ายแก่ผู้รู้จักมักคุ้น เพื่อประกาศให้ทราบว่าได้มีการหมั้นเกิดขึ้นแล้ว และน้ำตาลที่เหลือก็จะเก็บไว้ทำขนมในวันงาน) พิธีหมั้น

เมื่อได้เวลาฤกษ์ เฒ่าแก่(มักจะเป็นคู่สามีภรรยา หรือคนเดียวก็ได้)เป็นผู้นำไปมอบให้เฒ่าแก่ฝ่ายหญิง เมื่อเดินทางถึงบ้านฝ่ายหญิง จะมีเด็กหญิงถือพานหมากเล็ก(ภายในพานจะมีหมากพลูที่เจียนและจีบ แล้ว)ออกมารอรับและยื่นพานหมากแก่เฒ่าแก่ฝ่ายชาย เฒ่าแก่ฝ่ายชายเมื่อรับพานหมากแล้วจะส่งเงินเป็นของขวัญให้กับเ ด้กที่ถือพานหมากต้อนรับ พร้อมทั้งคืนพานหมากให้ไปด้วย แล้วเดินตามเด็กเข้าไปยังสถานที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยจะมีเฒ่าแก่ฝ่ายหญิงคอยต้อนรับอยู่แล้วเช่นกัน เมื่อจัดวางขันหมากและบริวารในที่ที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่การเจรจา โดยการเจรจาจะกระทำดังต่อไปนี้ ?ท่านที่เป็นเฒ่าแก่หมั้น ควรกล่าวแต่คำมงคล เมื่อไปถึงบ้านเจ้าสาว นั่งเรียบร้อยแล้ว ก็พูดกับเฒ่าแก่ฝ่ายหญิงว่า ?? ข้าพเจ้ามาในการมงคล ด้วยวันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี ข้าพเจ้าจึงได้นำของหมั้น มาขอหมั้น(ออกชื่อ?.)ซึ่งเป็นบุตรตรีของ(ออกชื่อบิดามารดา)ให ้กับ(ออกชื่ผู้ชาย)ซึ่งเป็นบุตร(ออกชื่อบิดามารดาฝ่ายชาย)ขอท่า นจงได้รับของหมั้นนี้ไว้ เพื่อเป้นเครื่องหมายแห่งความสุขความเจริญของบุคคลทั้งสองสิ้นก าลนาน ?

เมื่อกล่าวจบแล้ว จึงมอบของหมั้นให้เฒ่าแก่ฝ่ายหญิงรับไป ?ขณะกล่าวก็จะเปิดผ้าคลุมขันหมากออก มอบให้เฒ่าแก่ฝ่ายหญิงรับเอาไป เมื่อตรวจนับแล้วก็จะส่งของเลื่อนเข้าไปในห้องที่มีคนคอยรับอยู ่ข้างใน(ซึ่งจะเตรียมถ่ายของเพื่อคืนภาชนะเปล่าออกมา และมีของแถมพกสำหรับคนยกซึ่งฝ่ายเจ้าสาวจะต้องเตรียมให้กับทุกค น ตามจำนวนและฐานะของผู้มา สำหรับเฒ่าแก่ทั้ง 2 ฝ่ายก้ได้ของแถมสมนาคุณเช่นเดียวกัน แต่จะดีกว่าของคนอื่นในกระบวนขันหมาก) ระหว่างนี้ก็จะเป็นการเจรจาสนทนาทั่วๆไป จากนั้นก็เฒ่าแก่ฝ่ายชายก็จะพูดอีกเล็กน้อยว่า

? ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้เห็นคุณสมบัติฝ่ายชาย เป็นผู้มีความเจริญด้วยชาติสกุล และเป็นผู้ที่มีอายุพอสมควร ซึ่งสมควรจะปกป้องรักษาภรรยาให้ถึงความรุ่งเรืองทั้งส่วนตัวและ ความเจริญแห่งสกุลทั้งสองได้ อีกทั้งเป็นผู้บริบูรณ์ในความรู้วิชาอันเป็นที่หวังในความเจริญ ซึ่งลาภยศสรรเสริญได้โดยสมบูรณ์ เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบคุณสมบัติแห่งฝ่ายชายดังนี้ ข้าพเจ้าจึงปิติยินดีเป็นอันมาก(ควรที่จะพูดเรื่องความเจริญตาม ความเป็นจริงหรือที่เฒ่าแก่ทราบจริงๆ)ในที่สุดก็อำนวยพรให้แก่ค นทั้งสองถึงพร้อมด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ประกอบด้วยลาภยศบริวารจงทุกประการ ? ครั้งเมื่อสมควรแก่เวลากลับ ก็จะพูดดังนี้? ? การมงคลของทั้งสอง ได้สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ข้าพเจ้าขอลาสวัสดี?

*** บทพูดดังกล่าวนี้อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวก ***

ในพิธีหมั้นนี้ทางฝ่ายหญิงก็จะจัดเตรียมอาหารเลี้ยงฝ่ายชายด้วย หรือจะไม่เลี้ยงก็ได้ ความหมายของพิธีนั้นนี้มีความสำคัญพอสมควรเพราะว่า พิธีหมั้นนั้นเหมือนกับว่าเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความแน่นอนไม่ กลับคำ ถ้าฝ่ายชายผิดสัญญา ฝ่ายชายจะเรียกขันหมากหมั้นคืนไม่ได้ เพราะฝ่ายหญิงเป็นหม้ายขันหมาก ถือว่าเป็นฝ่ายเสียหายแต่ถ้าฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จะต้องคืนขันหมากแก้ฝ่ายชายจนครบเป็นการชดใช้ค่าเสียหายเช่นกัน พิธีหมั้นจึงเป็นเครื่องหมายแสดงความตั้งใจจริงที่จะใช้ชีวิตคู ่ร่วมกันนั่นเองแต่ในปัจจุบันนิยมกระทำการหมั้นและแต่งภายในวันเดียวกัน เพราะความสะดวกนั่นเอง

***เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับฤกษ์แต่งงาน***

ส่วนมากคนส่วนใหญ่มักจะเลือกเดือนคู่ในการแต่งงาน แต่ในอดีตจะมีการยกเว้นอีกเดือน 1 ที่ไม่กระทำการแต่งงานกันก็คือเดือน 12 เพราะเป็นฤดูที่สุนัขติดสัด แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีการถือแบบนี้อีกแล้ว เดือนที่มักจะใช้ในงานแต่งงานก็คือเดือน 6 9 12 2 และ 4 แต่เดือน 8 เป็นช่วงเข้าพรรษาบางท้องถิ่นจะไม่แต่งในเดือนนี้จึงเลื่อนเป็น เดือน 9 แทน ของเลื่อนเตือนขันหมาก?ของเลื่อนเตือนขันหมากคือ การนำเครื่องคาวหวานเอาไปถึงบ้านเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจะจัดคนมาเชื้อเชิญตามธรรมเนียม และผู้นำของเลื่อนจะกล่าวทักทายปราศรัยถึงแต่สิ่งมงคลพอเป็นพิธ ี แล้วรับของเลื่อนไปถ่ายแล้วคืนภาชนะ พร้อมทั้งจัดของชำร่วยให้แก่ผู้นำและผู้ยก ผู้นำของเลื่อนบอกกำหนดเวลาที่กะให้ขันหมากไปแล้วลากลับ การที่ฝ่ายเจ้าสาวไปเตือนฝ่ายเจ้าบ่าวอีกครั้งก่อนวันงานเพื่อเ ป็นการเตือนและนัดเวลากัน และให้เลื่อนขบวนขันหมากไปได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้จะกระทำในสมัยก่อน เพราะบางครั้งบ้านเจ้าบ่าวและเจ้าสาวห่างไกลกันค่อนข้างมาก ทำให้การนัดเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็นจะได้ไปไม่ผิดเวลาในปัจจุบันนี้ไม่มีการทำขั้นตอนดังกล่าวแล้วเนื่องจากการใช้เคร ื่อมืสื่อสารสะดวกและรวดเร็วกว่านั่นเอง ?การจัดเตรียมขันหมากเอก ขันหมากโท

ขันหมากเอก ประกอบไปด้วย

1. ขันหมากที่บรรจุหมากพลู และถือกันว่าขันสำหรับใส่หมากและพลูจะต้องเป้นขันที่มีขนาดใหญ่ กว่าขันอื่น

2. ขันสินสอด*

3. ขันเงินทุน**ขันสินสอดและขันเงินทุนอาจจะเป็นขันเดียวกันก็ได้ ซึ่งในแต่ละขันจะบรรจุถั่ว งา ข้าวเปลือก และอื่น (เหมือนกับขันหมากหมั้น) หรือจะบรรจุแต่เงินทุนและสินสอดเพียงอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน

4. เตียบ บรรจุอาหารคาวประกอบไปด้วย เหล้า 1 ขวด ไก่ย่างหรือไก่ต้ม 1 ตัว ขนมจีนน้ำยาและห่อหมกปลา และอาหารหวานมีมะพร้าวอ่อน ,ส้ม,กล้วย,ขนมชะมด ขนมกง จำนวน 1 คู่ (ถ้ามี)

5. พานผ้าไหว้ 3 สำรับ สำรับที่ 1 เป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผื่น และสำหรับห่ม 1 ผืน เป็นผ้าสำหรับการไหว้ผี

อีก 2 สำรับที่เหลือคือ ผ้าไหว้สำหรับพ่อแม่ ฝ่ายหญิง จะเป็นผ้านุ่งห่ม หรือจะอะไรก็ได้ตามความเหมาะสม คนที่ยกขันหมากเอก จะใช้เด็กรุ่นสาว และต้องเป็นเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่ได้แต่งงานกันอย่าถูกต้อ งธรรมเนียมประเพณี แต่งตัวสวยงาม แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ให้หญิงที่แต่งงานแล้วถือก็ได้เช่นกัน แต่ห้ามหญิงหม้าย และแม่ร้าง ยกขันหมากเอก

ขันหมากโท ประกอบด้วย ขนมพื้นเมือง ขนมจันอับ และผลไม้ต่างๆใส่ภาชนะ มีธงกระดาษแดงปักกลางทุกภาชนะ โดยขันหมากโทจะจัดของเป็นคู่เช่นกัน จะมีจำนวนทั้งหมดกี่เท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อถึงเวลาเคลื่อนขบวนขันหมาก ก็จะมีการยิงปืนเพื่อให้สัญญาณ หรือจะใช้การโห่ฮิ้วรับ 3 ลา ก็ได้เช่นกัน หรือจะไปแบบเงียบๆก็ได้เช่นกัน เมื่อขบวนถึงบ้านเจ้าสาวก็จะโห่ฮิ้ว 3 ลาอีกเช่นกัน เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าขบวนขันหมากได้มาถึงแล้ว ?ฝ่ายเจ้าสาวจะจัดหาเด็ก 1 คน โดยมากจะเป็นเด็กหญิงแต่งตัวสวยงามเป็นผู้นำขันหรือพานขนาดเล็ก ที่บรรจุหมาก 4 ผล พลูจีบ 1 ซอง (พานหมากเชิญ)ออกมาต้อนรับ

เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวรับขันหรือพานหมากเชิญแล้ว จะให้ของแถมพกแก่เด็กและพร้อมคืนขันหรือพานหมากด้วย จากนั้นเด็กจะเดินนำหน้าพาเฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวขึ้นบนเรือนพร้อม ทั้งขบวนขันหมาก โดยจะมีการจัดขบวนดังนี้คือ เฒ่าแก่เดินนำหน้า ถัดมาเป็นคนยกขันหมากแต่งขันสินสอด ขันเงินทุน(ถ้ามี) ผ้าไหว้ และเตียบ(ถ้ามี) โดยลำดับ

จากนั้นต่อด้วยขันหมากโทต่อท้ายขบวน ระหว่างขบวนขันหมากไปถึงประตูบ้านเจ้าสาวแล้ว ก็จะมีปิดประตูขันหมาก หรือการกั้นประตู โดยมากจะมี 3 ประตู เฒ่าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าวจะถามชื่อประตูแต่ละประตู ซึ่งถ้าผู้กันประตูตอบชื่อประตูไม่ถูกก็จะไม่ได้ของแถมพก ชื่อประตูแต่ละประตูจะมี ประตูชัย , ประตูเงิน , ประตูทอง ?หรือ ประตูเงิน , ประตูทอง ,ประตูแก้ว หรือ ประตูเงิน , ประตูทอง , ประตูนาก ตามแต่ละท้องถิ่นจะเรียก ในบางแห่งนั้นเมื่อถึงประตูสุดท้าย ผู้ที่กั้นประตูจะถามกลับว่า ท่านมาจากแห่งใด เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องตอบให้ถูกด้วยเช่นกันว่ามาจากที่ใด เช่น ข้าพเจ้าเดินมาทางตะพานทิพตะพานแสงตะพานเงิน และตะพานทอง จากนั้นผู้ที่ปิดประตูก็จะเปิดสายสร้อยที่กั้นออก ให้เฒ่าแก่ และพวกขันหมากเข้าไปข้างในได้ สำหรับในปัจจุบัน การปิดประตูขันหมาก หรือการกั้นประตูกระทำเพื่อความสนุกสนาน ทำให้มีเกิน 3 ประตูไป และบทกล่าวดังกล่าวก็ไม่ค่อยนิยมในการกล่าวแล้วการเปิดเตียบ(ในกรณีถ้ามี)

เมื่อขันหมากมาพร้อมกันแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะเลือกหาหญิงชายที่เป็นสามีภรรยามาเป็นคนเปิดเตียบ เฒ่าแก่ฝ่ายหญิงต้องมานั่งชิดขอบเตียบ ให้คนฝ่ายเจ้าบ่าวยกเตียบ อุ้มเตียบส่งให้แก่หญิงฝ่ายเจ้าสาวที่จะมาเปิดเตียบ เมื่อรับมาแล้วก็จะวางเตียบลงแล้วแก้ผ้าที่ห่อหุ้มเตียบ และเปิดฝาออกวางไว้ จากนั้นเอาแป้งหอม น้ำมันหอมและกระแจะประพรมสิ่งของในเตียบจากนั้นจะส่งเตียบให้สา มีของตน จากนั้นจะอุ้มเดินเข้าไปในห้องเรือนบิดามารดเจ้าสาวจากนั้นฝ่าย หยิงจะอุ้มเดินตาม และจะนำผ้าขาวกว้าง 4 ศอก ยาว 4 ศอก ปูลงกลางเรือน แล้วยกเตียบทั้งหมดพร้อมผ้าไหว้สำรับขาวรวมลงในเตียบ วางลงตรงกลางผ้าขาว จุดธูปเทียนคู่ ดอกไม้สด 2 ช่อ กระทำการสักการะเทวดาและผีเรือนผีปู่ย่าตายาย กล่าวบทชุมนุมเทวดาเพื่อขอให้มาปกป้องรักษาบ้านเรือบิดามารดาเจ ้าสาว เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจูงมือเจ้าบ่าวเข้าไปข้างในเรือน ส่วนเฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาวก็จูงมือเจ้าสาวเข้าไปในเรือน นั่งลงพร้อมกันเฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจับมือขวาเจ้าบ่าวทับมือซ้าย เจ้าสาวให้ประสานกัน และยกขึ้นถึงศีรษะเจ้าบ่าวก่อนแล้วถึงศีรษะเจ้าสาว แล้วให้ก้มศีรษะลง หัวแขนเข่าจดพื้นอย่างเบญจางคประดิษฐ์ เพื่อทำการไหว้ผี จากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจึงมาไหว้บิดามารดาฝ่ายเจ้าสาวจากนั้นเฒ่าแก่จะเอาอาหารในเตียบพร้อมทั้งผ้าไหว้ชุดขาวออกเซ่น ผีปู่ย่าตายาย และผีเหย้าผีเรือนเป็นการคำนับนบนอบ ส่วนผ้าไหว้บิดามารดาให้เจ้าสาวเก็บไว้ก่อน เอาไว้ไหว้เมื่อเข้ามาอยู่เรือนหอแล้ว พิธีไหว้ผีต้องจัดพิธีที่เสาดั้งก้นเรือน (ในปัจจุบันสามารถไหว้ที่กลางแจ้งได้) เอายอดตอง 3 ยอด ปูที่โลงเสาดั้ง เอาเครื่องเซ่นกอลงในใบตอง เตรียมธูปเทียนติดกับเสาดั้ง และเรียดตั้วเจ้าสาวเจ้าบ่าวออกมาจากนั้นจุดธูป 2 ดอก ให้เจ้าสาว 1 ดอก และเจ้าบ่าว 1 ดอก เอาไปแกว่นวนๆที่ขนมด้วยทั้ง 2 คน และกล่าวคำว่าดังนี้ ?สูๆผีทั้หลายเอ่ย ข้าพเจ้าจะขอเชิญมาประชุมในเวลานี้ ผีปู ผีย่า ผีตา ผียาย ผีพ่อ ผีแม่ทั้งหลาย ผีพี่ ผีน้อง ผีเกี่ยงดองพวกพ้องทั้งหลาย เชิญมาให้ทันเวลาวันนี้ ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกหลาน ได้จัดเครื่อง กระยาบวช ฝูงผีทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เชิญมาให้สังเวย จะขอศีลขอพรให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกหลานนี้เถิด ? หลังจากการไหว้ผีก็คือพิธีผูกขวัญแก่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว โดยพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะผู้ให้เจ้าบ่าว และพ่อแม่ฝ่ายชายจะผูกให้เจ้าสาว สามารถผูกทั้งมือเดียวหรือ 2 มือก็ได้ จะผูกเส้นเดียว 3 เส้น หรือ 5 เส้นก็ได้เช่นกัน*** ปริศนาธรรมในการผูกขวัญ การผูก 3 เส้น หมายถึง พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ / การผูก 5 เส้น หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ *** กองทุน (ในกรณีถ้ามี)เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาวจะยกขันทุนของเจ้าสาว ออกมาตรวจนับพร้อมกับเงินทุนของเจ้าบ่าว ในกองทุนของแต่ละฝ่ายจะมีการใส่เศษเงินมาด้วยทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อเป็นการเสี่ยงทาย ถ้าครบถ้วนไม่เหลือเศษ จะถือกันว่าเป็นสวัสดิมงคล เมื่อตรวจนับเสร็จแล้วก็จะนำทุนวางในผ้าขาว นำกระแจะ แป้งหอมน้ำมันหอมมาเจิม และประพรม และนำถั่วทองงาเม็ดและข้าวเปลือก มาคลุกเคล้าระคนเข้ากับเงินทุน เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะคลุกเวียนขวาไปหาซ้าย เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาวจะคลุกเวียนซ้ายไปหาขวา เพื่อเป็นการถือว่าเงินทุนนั้น เมื่อนำไปค้าขายแจกแลกเปลี่ยน จะได้มีกำไรงอกงามเหมือนธัญชาติที่นำไปเคล้ากัน แล้วห่อเงินทุนทั้ง 2 ฝ่ายรวมกัน มีการกล่าวคำอันไพเราะเป็นมงคลต่างๆด้วย และส่งเงินทุนให้บิดามารดาฝ่ายเจ้าสาวเก็บรักษาไว้และมอบให้เจ้ าบ่าวเจ้าสาวเป็นทุนในโอกาสต่อไป ส่วนเงินสินสอดก็จะกระทำในลักษณะเดียวกัน ? ? ? ? ? ? ? ? ?หลังจากเสร็จพิธีนี้ก็จะเป็นงานเลี้ยงใหญ่ และมีการแจกของแถมพกให้กับเฒ่าแก่ทั้ง 2 ฝ่าย และผู้ที่มาร่วมในขบวนขันหมาก *** ภาชนะที่บรรจุขันหมากเมื่อมีการถ่ายของแล้วห้ามนำวางซ้อนกัน เพราะมีความหมายว่าหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งของในขันหมากกลับคืนไปในภาชนะให้ฝ่ายเจ ้าบ่าวนำกลับไปแจกจ่ายญาติ หรือสำหรับเลี้ยงผูที่มาช่วยงาน ***

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

ในสถานที่จัดพิธีในปัจจุบัน จะมีการตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระพุทธรูป เมื่อได้ฤกษ์ คู่สมรสจุดธูปเทียนบูชาและกราบที่หน้าแท่น เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะไปนั่งบนตั่งเคียงตู่กัน เจ้าบ่าวจะนั่งทางด้านขวามือของเจ้าสาว มีเพื่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวยืนอยู่ด้านหลังจะมีกี่คนก็ได้ แต่ว่าจะต้องเป็นจำนวนคู่ และควรที่จะหันหน้าไปในทิศที่เป็นมงคลแก่คู่บ่าวสาวด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกให้หันหน้าไปในทิศตะวันออก และให้เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวเป็นผู้สวมมงคลให้เจ้าบ่าว อาจจะมีการท่องคาถามงกุฎพระเจ้าหรือมงคลพระเจ้าขณะสวมด้วยก็ได้

อิติปิโส วิเสเสอิ ?อิเสเส พุทฺธ นาเมอิ ?อิเมนา พุทะ ตํ โสอิ ? อิโส ตํ พุทฺธ ปิติอิ

เมื่อสวมมงคลและหลั่งน้ำพระพุทธมนต์เสร็จแล้วจึงค่อยเจิม(การหล ั่งน้ำพระพุทธมนต์มีความหมายถึง การชำระร่างกายให้บริสุทธิ์เป็นมงคล ชำระแล้วก็เจิม ซึ่งเก่ากับการแต่งตัว) แต่บางครั้งก็จะเจิมก่อนการหลั่งพระพุทธมนต์ก็ได้ ตามแต่ความคุ้นเคยของแต่ละครอบครัว

การเจิมนั้น จะใช้นิ้วหัวแม่มือ (ถือว่าเป็นนิ้วที่สกปรกน้อยที่สุด) / นิ้วนาง (เป็นแบบมุทราของเทวรูปพระวิษณุ) / นิ้วชี้ (เป็นนิ้วที่สวมแหวนพิรอดที่ถือว่าเป็นแหวนพระอุมา ป้องกันสิ่งที่ไม่เป็นมงคล) แต่ยกเว้นนิ้วกลางห้ามใช้ การเจิมนั้นจะเจิมแต้มเดียวก็ได้ หรือจะเจิม 3 แต้ม เรียงเป็นแถวตามนอน หรือเรียงเป็นรูปหน้าจั่วก็ได้

สังข์ เป็นภาชนะใส่น้ำมนต์รดคู่บ่าวสาวถือว่าเป็นมงคล เพราะว่ามีตำนานกล่าวว่า พระนารายณ์อวตารไปปราบสังหารสังสูร แล้วทรงล้วงเอาพระเวทออกมาจากสังข์ ด้วยเหตุนี้ที่ปากสังข์จึงมีรอยพระหัต์ของพระนารายณ์เป็นองค์พย านอยู่ จึงถือว่าได้สังข์เป็นสิ่งมงคลเพราะรองรับพระเวท ?อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า สังข์เป็นสิ่งสักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็น 1 ใน 14 สิ่ง ที่เทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทรได้ขึ้นมา ซึ่งได้ตกเป็นของพระนารายณ์ และพระกฤษร์ใช้สำหรับเป่าบันลือเสียงบังเกิดชัยชนะแก่ศัตรู

เมื่อเริ่มลงมือรดน้ำ ผู้ที่ทำหน้าที่ยื่นน้ำมนต์ในสังข์ไปให้แขกจะใช้ใครก็ได้ ไม่กำหนด แต่ควรที่จะเลือกเป็นผู้ใหญ่หน่อย ไม่ควรจะเด็กมากนัก การรดน้ำบางคนก็จะเจ้าบ่าวก่อน บางคนจะรดเจ้าสาวก่อนได้ทั้งนั้น สามารถรดได้ที่มือ บนศีรษะ น้ำที่รดจะไหลลงไปในขันที่มีดอกไม้อยู่เต็มเพื่อกันน้ำไม่ให้กร ะเด็นออกไป ขณะที่รดน้ำก็จะมีการให้พร หรือรดเฉยๆก็ได้เช่นกัน เมื่อแขกรดน้ำออกมาก็จะได้รับของชำร่วย มักจะนิยมแจกพวงมาลัย หรือไม่ก็ช่อบุหงา ?การปลดมงคลออกจากศีรษะของคู่บ่าวสาว นั้นจะปลดออกมาเฉยๆพร้อมๆกันแล้วไปวางในพานที่เตรียมไว้ แล้วรวบมือคู่บ่าวสาวให้ลุกขึ้นพร้อมๆกัน (ในบางท้องถิ่นจะถือว่าถ้าหลังจากปลดมงคลแล้วถ้าใครลุกขึ้นก่อน จะเป็นใหญ่กว่าอีกฝ่ายหนึ่ง) ?หรือจะปลดมงคลออกจากศีรษะแล้วเด็ดสายสิญจน์ที่ต่อมงคลแผดให้ขาด ออกจากกัน แล้วมอบมงคลแฝดข้างละวงให้แก่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวพันข้อมือเอาไว ้ (ในอดีตจะเอาด้ายที่พันข้อมือไปยัดไว้ในที่นอนซึ่งทำค้างไว้ไม่เย็บตลอด และให้ช่วยกันเย็บที่นอนปิดช่องที่เหลือ) จากนั้นก็รวบมือคู่บ่าวสาวและให้ลุกพร้อมๆกัน เป็นอันเสร็จพิธี

  •   
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
แต่งงาน
- 13-08-2009 4:37:13 โพสต์โดย : ido 23,612
  • หมวดหมู่